Posted on

ฉีดวิตามินเข้าทางหลอดเลือด อันตรายไหม

กรมการแพทย์ โดยสถาบันโรคผิวหนัง เตือนการฉีดวิตามินเข้าทางหลอดเลือดอาจเกิดอันตรายถึงชีวิตได้ เพราะทางการแพทย์ยังไม่มียา หรือเวชภัณฑ์ตัวไหนที่มีสรรพคุณทำให้ผิวขาว การนำสารอื่นๆ มาผสมและฉีดเข้าด้วยตัวเอง มีโอกาสติดเชื้อในกระแสเลือดและมีอาการแทรกซ้อนได้

นายแพทย์มานัส โพธาภรณ์ รองอธิบดีกรมการแพทย์ และโฆษกกรมการแพทย์ เปิดเผยว่า ปัจจุบันการฉีดวิตามินเข้าทางหลอดเลือดเป็นที่นิยมกันอย่างแพร่หลายโดยเฉพาะในสถานความงาม โดยเชื่อกันว่าวิธีบริหารวิตามินหรือสารต่างๆ ทางหลอดเลือดดำ จะทำให้ร่างกายได้รับวิตามินหรือสารเหล่านั้นโดยตรง โดยไม่ต้องผ่านกระบวนการดูดซึมที่ระบบทางเดินอาหาร ในปัจจุบันยังไม่มีงานวิจัยที่น่าเชื่อถือที่จะยืนยันถึงประโยชน์ของการฉีดวิตามินเข้าทางหลอดเลือดต่อผิวหนัง

ฉีดวิตามินเข้าทางหลอดเลือด เสี่ยงอันตรายถึงชีวิต
แพทย์หญิงมิ่งขวัญ วิชัยดิษฐ ผู้อำนวยการสถาบันโรคผิวหนัง กรมการแพทย์ ให้คำแนะนำว่า การฉีดวิตามินหรือสารต่างๆ ทางหลอดเลือดดำ อาจทำให้เกิดอันตรายถึงชีวิต จากการมีฟองอากาศในหลอดเลือด การฉีดด้วยอุปกรณ์ที่ไม่สะอาดหรือไม่ได้ใช้วิธีการที่ปราศจากเชื้อ ทำให้เสี่ยงต่อการติดเชื้อ อาจเกิดปฏิกิริยาแพ้ที่รุนแรงได้ ถ้าไม่อยู่ในสถานพยาบาลอาจช่วยชีวิตไม่ทัน 

อาการติดเชื้อจากการฉีดสารต่างๆ เข้าเส้นเลือด หากอุปกรณ์ไม่สะอาดเพียงพอ
อาการเบื้องต้นที่ควรเฝ้าระวังได้แก่ 

  • คลื่นไส้อาเจียน 
  • เวียนศีรษะ 
  • ปวดท้อง 
  • ใจสั่น 
  • เหงื่อแตก 
  • แน่นหน้าอก 
  • หายใจลำบาก 
  • หรือมีผื่นขึ้นทั่วตัว 

นอกจากนี้ การบริหารสารน้ำใดๆ ทางหลอดเลือดดำควรกระทำโดยบุคลากรทางการแพทย์ที่ได้รับใบอนุญาตในการทำหัตถการ มิเช่นนั้นอาจเกิดอันตรายได้ จะเห็นได้ว่าหากการฉีดวิตามินหรือสารต่างๆ ทางหลอดเลือดดำนั้นทำในสถานพยาบาลที่ไม่มีความพร้อมทั้งเครื่องมือและบุคลากรทางการแพทย์ในการเฝ้าระวังและรักษา กรณีเกิดเหตุฉุกเฉินอาจเกิดอันตรายต่อผู้เข้ารับการฉีดได้ หากเกิดเหตุที่จะต้องได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วน

การดูแลผิวพรรณที่ถูกวิธี
การดูแลผิวพรรณที่ถูกวิธีเริ่มต้นจากการทำความสะอาดผิวอย่างถูกวิธี ดื่มน้ำที่เพียงพอ ทาครีมบำรุงตามความจำเป็นเพื่อให้ผิวมีความชุ่มชื้นที่เหมาะสม ลดปัจจัยต่างๆ ที่อาจจะทำลายผิว เช่น หลีกเลี่ยงแสงแดดที่แรงและมลภาวะต่างๆ เป็นต้น  

Posted on

บ้าน กับ คอนโด แบบไหนดีกว่ากัน และควรเลือกซื้ออย่างไร 

ปัญหาโลกแตกสำหรับหลายคนก็คือกำลังคิดว่า บ้าน กับ คอนโด แบบไหนดีกว่ากัน และควรเลือกซื้ออย่างไร เพราะการมีที่อยู่อาศัยนั้นเป็นสิ่งจำเป็นมาก แต่บ้านกับคอนโดนั้นก็มีราคามากพอกัน แต่บางอย่างก็อาจจะรู้สึก แต่บางอย่างก็ยังไม่รู้สึกชอบ จนทำให้เกิดความลังเล กว่าหากต้องการมีที่อยู่อาศัยสักที่ นั้นจะเลือกบ้านหรือคอนโดดี

แต่คำว่าดี ของแต่ละคนนั้นก็มีนิยามต่างกันไปตามความต้องการของชีวิต ทั้งเรื่องการเดินทาง จำนวนสมาชิกครอบครัว รวมไปถึงไลฟ์สไตล์ของผู้อยู่อาศัยเอง เราจึงได้รวบรวมสิ่งสำคัญ ที่ทุกคนควรศึกษาให้รอบคอบ ก่อนตัดสินใจซื้อบ้านหรือคอนโดสักแห่งมาฝาก จะมีอะไรบ้าง ไปดูกันเลย

1. ทำเล
ไม่ว่าจะซื้อคอนโดหรือบ้าน ทำเลก็เป็นสิ่งแรกที่ควรใส่ใจเสมอ คอนโดส่วนมากมักจะตั้งอยู่กลางเมือง และตามแนวรถไฟฟ้า ซึ่งสามารถเข้าถึงขนส่งสาธารณะได้ง่ายกว่า จึงเหมาะกับคนที่ต้องทำงาน หรือชอบใช้ชีวิตในเมืองโดยไม่อยากเสียเวลารถติด แม้จะวุ่นวายบ้าง แต่เรื่องความสะดวกและความคล่องตัวไม่เป็นรองใครแน่นอน

แต่สำหรับใครที่มีรถยนต์ส่วนตัว และชอบความเงียบสงบ หมู่บ้านแถบชานเมืองน่าจะเป็นตัวเลือกที่ตอบโจทย์มากกว่า ไม่ต้องกังวลเรื่องที่จอดรถ หลังเลิกงานหรือวันหยุดก็ใช้เวลาส่วนตัวได้อย่างเต็มที่ มีอิสระมากกว่าซื้อคอนโดครับ แต่ข้อเสียคืออาจจะต้องเผื่อเวลาการเดินทาง และค่าน้ำมันรถที่ต้องจ่ายเพิ่มกว่าปกตินั่นเอง

2. พื้นที่ที่เหมาะสม
ข้อแตกต่างระหว่างการซื้อบ้านหรือคอนโด คือพื้นที่ที่ลงตัวกับไลฟ์สไตล์ ถ้าเป็นคนโสดหรืออยากมีพื้นที่ส่วนตัว ที่อยากจะมีพื้นที่เล็ก ๆ เป็นของตัวเอง โดยไม่ต้องเหนื่อยดูแลหรือทำความสะอาดมากนัก  หรือมีคอนโดไว้สำหรับพักผ่อนอย่างเดียว ไม่ได้เน้นฟังก์ชันของพื้นที่มาก การซื้อคอนโดสักห้องหนึ่งก็น่าจะเป็นตัวเลือกที่ดีกว่า

แต่ถ้าเป็นคนมีครอบครัวหรือสัตว์เลี้ยง และต้องการพื้นที่ในการทำกิจกรรมร่วมกับคนรัก การซื้อบ้านสักหลังก็ถือเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า นอกจากจะมีพื้นที่อยู่อาศัยเพิ่มขึ้นกว่าคอนโดแล้ว โครงการบ้านแถบชานเมืองยังมีพื้นที่สำหรับสวนขนาดใหญ่หรือลานอเนกประสงค์ให้คนทุกเพศทุกวัยได้ใช้สอย และพาสัตว์เลี้ยงไปเดินเล่นด้วย

3. งบประมาณต้องพอดี
สิ่งที่เหมือนกันระหว่างการซื้อบ้านหรือคอนโด คือราคาที่ค่อนข้างหลากหลาย แตกต่างกันไปตามทำเล พื้นที่ใช้สอย และวัสดุที่ใช้ก่อสร้าง โดยราคาของคอนโด 1 ห้องนอน ในโซนกรุงเทพฯ ชั้นนอกจะเฉลี่ยอยู่ที่ 1 – 2.5 ล้านบาท หากอยู่ในโซนกรุงเทพฯ ชั้นในจะอยู่ที่ 3 – 4.5 ล้านบาท ส่วนคอนโดระดับ Super Luxury จะราคาเริ่มต้นอยู่ที่ 8.5 – 10 ล้านบาท ทั้งนี้ ปัจจัยหลักของราคาคอนโดจะขึ้นอยู่กับ Seqment ของโครงการนั้น ๆ และทำเลของสิ่งอำนวยความสะดวกรอบ ๆ โครงการ

สำหรับบ้านแถบชานเมือง บ้านแบบทาวน์โฮมจะมีราคาเริ่มต้นอยู่ที่ประมาณ 1.5 – 3.5 ล้านบาท สัดส่วนของทาวน์โฮมจะเป็นพื้นที่ขนาดปานกลาง เหมาะสำหรับคนที่กำลังเริ่มสร้างรากฐานครอบครัว แต่ถ้าเป็นบ้านเดี่ยว ราคาเริ่มต้นอยู่ที่ประมาณ 5 – 7.5 ล้านบาท ข้อดีคือมีความเป็นส่วนตัว และมีพื้นที่ใช้สอยค่อนข้างเยอะ สามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างคุ้มค่า อย่างไรก็ลองพิจารณาหาข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อประกอบการตัดสินใจ หรือจะลองหาซื้อคอนโดหรือบ้านมือสอง ก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่จะช่วยลดค่าใช้จ่ายลงได้

4. ส่วนกลางที่ตอบโจทย์
ไม่ว่าจะซื้อบ้านหรือคอนโด พื้นที่ส่วนกลางก็เป็นอีกสิ่งที่เราไม่ควรละเลยครับ แม้คอนโดจะมีพื้นที่น้อยเมื่อเทียบกับโครงการบ้าน แต่ก็มักมีกิจกรรมให้เลือกหลากหลายกว่า เช่น มีทั้งฟิตเนส สระว่ายน้ำ ห้องสตีม-ซาวน่า หรือห้องสมุด ที่มาพร้อมกับวิวสวย ๆ จากบนตึก เพียงแค่กดลิฟต์ขึ้น – ลง ก็เข้าถึงได้โดยง่ายดาย

สำหรับส่วนกลางของโครงการบ้าน แม้จะไม่มีความหลากหลายเท่ากับคอนโด แต่เรื่องพื้นที่แนวราบถือว่าค่อนข้างได้เปรียบ โดยส่วนมากจะมี Co-Working Space หรือ Clubhouse ที่ค่อนข้างใหญ่ และมีความเป็นส่วนตัวเพราะคนน้อยกว่า รวมถึงพื้นที่สีเขียวโดยรอบ ที่เหมาะกับการทำกิจกรรมกลางแจ้งอย่างวิ่งหรือปั่นจักรยานร่วมกันกับลูกบ้าน ท่ามกลางบรรยากาศที่ปลอดโปร่ง มีกลิ่นอายของธรรมชาติ ต่างจากคอนโดที่สังคมส่วนใหญ่ค่อนข้างสันโดษและให้ความสำคัญ

5. คุ้มค่ากับการลงทุน
เลือกซื้อคอนโดหรือบ้านดีสำหรับลงทุนในอนาคต เมื่อเทียบกันในระยะยาวแล้ว คอนโดมีแนวโน้มที่จะปล่อยเช่าหรือขายต่อได้ง่ายกว่าบ้าน ยิ่งเป็นคอนโดทำเลติดรถไฟฟ้า ใกล้ย่านธุรกิจ หรือสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ก็ยิ่งมีโอกาสทำกำไรได้ในอนาคต ถือเป็น Passive Income ที่เหมาะกับคนรุ่นใหม่เป็นอย่างยิ่ง

สำหรับบ้าน แม้โอกาสปล่อยเช่าหรือขายต่อจะไม่สูงเท่ากับคอนโด แต่ก็มาพร้อมที่ดินที่กว้างกว่า สามารถเปลี่ยนแปลงและปรับแต่งฟังก์ชันได้หลากหลาย สามารถทำเป็นโฮมออฟฟิศ สตูดิโอ หรือร้านอาหารเล็ก ๆ ของตัวเองได้ในอนาคต

สำหรับ บ้าน กับ คอนโด แบบไหนดีกว่ากัน และควรเลือกซื้ออย่างไร นั้น ทั้งสองอย่างต่างมีข้อดีต่างไป การเลือกซื้อบ้านหรือคอนโดนั้น ล้วนขึ้นอยู่กับความพึงพอใจของผู้ซื้อ หากสะดวกแบบไหนมากกว่า ก็สามารถเลือกซื้อแบบนั้นได้เลย แต่ก็ควรตรวจสอบให้ดีก่อนตัดสินใจ

Posted on

ประโยชน์และสรรพคุณของเกาลัด

เกาลัดเป็นพืชจำพวกถั่ว หรือพืชเมล็ดเปลือกแข็งที่มีคาร์โบไฮเดรตหรือแป้งเป็นส่วนประกอบหลัก ซึ่งมันให้ไขมันแถมยังอุดมไปด้วยวิตามินบี มีแร่ธาตุ โพแทสเซียมและกรดโฟลิกอีกด้วย เช่นเดียวกับถั่วจำพวกอัลมอนด์และเม็ดมะม่วงหิมพานต์นั่นเองค่ะ ที่สำคัญเกาลัดสามารถกระตุ้นการทำงานของร่างกาย ช่วยให้ร่างกายมีเรี่ยวแรง ลดอาการปัสสาวะกะปริดกะปรอย ช่วยบำบัดอาการชาตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย หรือเมื่อขาไม่มีเรี่ยวแรง สำหรับอาการหายใจไม่สะดวก หายใจติดขัด หอบหืด ไอ เกาลัดก็สามารถช่วยอาการเหล่านี้ให้ดีขึ้นได้

แค่นั้นยังไม่พอ เกาลัดช่วยแก้อาการท้องเสียสำหรับเด็ก ถือเป็นสิ่งที่พ่อแม่หลายๆ ท่านควรรู้เอาไว้ เพื่อใช้รักษาอาการท้องเสียของลูกๆ ได้ ไม่เพียงแต่เท่านี้ เกาลัดยังช่วยกระตุ้นการทำงานของไต ม้าม และกระเพาะอาหาร ลดอาการเจ็บปวดจากโรคริดสีดวงทวาร ช่วยห้ามเลือด ทำให้เลือดกำเดาหยุด แก้ภาวะอาเจียนเป็นเลือดหรือถ่ายอุจจาระเป็นเลือดได้เช่นกัน

ประโยชน์และสรรพคุณของเกาลัด

  • ช่วยบำรุงไต ม้าม และกระเพาะอาหาร
  • ช่วยบำรุงกล้ามเนื้อ กระดูก และฟัน โดยเฉพาะในเด็กและผู้ป่วยที่ร่างกายอ่อนแอ
  • ช่วยบำรุงสมอง และระบบประสาท
  • ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย
  • ช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด
  • ช่วยควบคุมความดันโลหิต
  • ช่วยบำรุงหัวใจ
  • ช่วยบำรุงเลือด (เซลล์เม็ดเลือดแดง ป้องกันโลหิตจาง)
  • ช่วยต้านอนุมูลอิสระ (ปกป้องคุ้มครองเซลล์ต่างๆ ในร่างกาย ต้านมะเร็ง และต้านความแก่ชรา)
  • ช่วยในเรื่องการขับถ่าย บรรเทาอาการท้องผูก
  • ช่วยแก้ไอ และละลายเสมหะ
  • ช่วยในการเผาผลาญพลังงานในร่างกาย (ช่วยลดความอ้วนได้ ถ้ากินในปริมาณที่เหมาะสม)
  • ช่วยบำรุงผิวพรรณและเส้นผม ให้มีสุขภาพดี
Posted on

10 คุณประโยชน์เพื่อสุขภาพจากน้ำอ้อยสด เครื่องดื่มรสหวาน

เครื่องดื่มนั้นมีมากมาย และน้ำอ้อยสดก็เป็นเครื่องดื่มรสหวานอย่างหนึ่งที่ผู้คนนิยมดื่มกันมาก เพราะเป็นเครื่องดื่มแสนหวานที่ช่วยคลายร้อนได้เป็นอย่างดี เชื่อว่าน้ำอ้อยสดจะถูกจัดอยู่ในอันดับต้นๆ ที่ทุกคนนึกถึง ซึ่งเครื่องดื่มชนิดนี้ไม่ได้มีความพิเศษเพียงแค่ช่วยดับกระหาย หรือให้กลิ่นที่หอมหวานเท่านั้น แต่ยังอัดแน่นไปด้วยที่ดีต่อสุขภาพอีกด้วย

วันนี้เราจึงมี 10 คุณประโยชน์เพื่อสุขภาพจากน้ำอ้อยสด เครื่องดื่มรสหวาน มาบอกทุกคนกันว่ามีอะไรบ้าง น้ำอ้อยนั้น แม้อาจจะดูเป็นเครื่องดื่มเชยๆ แต่รสชาติและคุณประโยชน์นั้นยอดเยี่ยมจริงๆนะ

1.ดับกระหาย
รสหวานที่ได้จากน้ำตาลที่อุดมอยู่ในอ้อยนั้น มีส่วนช่วยดับกระหายได้เป็นอย่างดี อีกทั้งความเย็นสดชื่นจากน้ำอ้อยยังช่วยคลายร้อนอีกด้วย

2.แก้ไอเจ็บคอ
ในส่วนของการดื่มน้ำอ้อยสดเพื่อแก้อาการไอเจ็บคอนั้น แนะนำให้ดื่มน้ำอ้อยอุ่นๆ แทนน้ำอ้อยเย็นจะดีต่อการรักษามากกว่า

3.ขับเสมหะ
เนื่องจากน้ำตาลในอ้อยมีสารอาหารและวิตามินหลายชนิด รวมทั้งสารต้านอนุมูลอิสระ เช่น โพลีฟีนอล ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยต้านการอักเสบได้ดี และยังช่วยขับเสมหะพร้อมทั้งทำให้ชุ่มคอ

4.ขับปัสสาวะ
สาเหตุที่น้ำอ้อยสดมีส่วนช่วยในการขับปัสสาวะนั้น เนื่องจากมีฤทธิ์ในการขับปัสสาวะอ่อนๆ นั่นเอง ซึ่งการดื่มน้ำอ้อยจะเป็นการกระตุ้นให้ระบบขับถ่ายทำงานได้ดียิ่งขึ้น อีกทั้งยังมีสารต้านอนุมูลอิสระซึ่งมีคุณสมบัติช่วยป้องกันการติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะด้วยเช่นกัน

5.บำรุงร่างกาย
สารต่างๆ ที่อยู่ในน้ำอ้อย เช่น แมกนีเซียม แคลเซียม ธาตุเหล็ก โปรตีน วิตามินเอ วิตามินบี1 วิตามินบี2 วิตามินบี3 วิตามินบี5 และวิตามินบี6 ล้วนเป็นสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกาย มีส่วนช่วยดูแลร่างกายให้แข็งแรง และยังช่วยกระตุ้นการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันไปพร้อมกัน

6.บำรุงหัวใจ
ตามตำรับยาแผนโบราณนั้น  น้ำอ้อยสดมีส่วนช่วยในการบำรุงหัวใจ จึงมักเป็นที่นิยมในการดื่มน้ำอ้อยเพื่อบำรุงหัวใจให้แข็งแรง

7.บำรุงธาตุ
นอกจากน้ำอ้อยสดจะมีส่วนช่วยกระตุ้นให้เกิดการเจริญอาหารแล้วนั้น สารอาหารต่างๆ ในน้ำอ้อยยังช่วยบำรุงธาตุในร่างกายได้อีกด้วย โดยเฉพาะการบำรุงตับ เนื่องจากสารชนิดหนึ่งในน้ำอ้อยจะคอยทำหน้าที่ในการควบคุมระดับของบิลิรูบิน ซึ่งเป็นสารที่เกิดจากการแตกตัวของเซลล์เม็ดเลือดแดง หากร่างกายของคนเรามีสารชนิดนี้มากเกินไปก็อาจทำให้ปัสสาวะและอุจจาระเหลือง และยังเสี่ยงต่อการเป็นโรคดีซ่านอีกด้วย

8.แก้อาการท้องผูก
น้ำอ้อยสดมีฤทธิ์เป็นยาระบายอ่อนๆ ดังนั้นหากมีอาการท้องผูก แนะนำให้ดื่ม 1 แก้วก่อนทานอาหารมื้อเช้าประมาณ 1 ชั่วโมง วิธีนี้ช่วยให้ระบบขับถ่ายทำงานได้ดียิ่งขึ้น

9.เติมพลังงานให้ร่างกาย
เมื่อมีอาการอ่อนเพลีย แนะนำให้ดื่มน้ำอ้อยสดเย็นๆ จะช่วยให้ร่างกายรู้สึกกระปรี้กระเปร่า เนื่องจากน้ำตาลในน้ำอ้อยจะไปเพิ่มระดับน้ำตาลในเลือดจนส่งผลให้ร่างกายมีพลังงานขึ้นมานั่นเอง

10.บรรเทาอาการแพ้ท้อง
สำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ที่มีอาการแพ้ท้อง แนะนำให้ดื่มน้ำอ้อยสดผสมกับน้ำขิงเพียงเล็กน้อย ซึ่งวิธีนี้จะช่วยลดอาการแพ้ท้องได้ดี โดยเฉพาะอาการแพ้ท้องที่เกิดขึ้นในช่วงเช้า

แม้น้ำอ้อยสดจะมีคุณประโยชน์มากมายต่อร่างกาย แต่ก็ควรดื่มในปริมาณที่พอดี และเลือกดื่มเฉพาะน้ำอ้อยที่ไม่ผสมน้ำตาลจะปลอดภัยต่อร่างกายอย่างมาก เนื่องจากปัจจุบันนี้มักมีการเติมน้ำตาลลงไปในน้ำอ้อย ซึ่งหากดื่มบ่อยๆ อาจส่งผลเสียต่อร่างกายได้

Posted on

เคล็ดลับ ลับมีดอย่างไรให้คมเพื่อพร้อมทำอาหาร 

สำหรับการทำอาหารนั้น สิ่งคู่ใจเลยก็คือ มีด ถ้าเจอมีดไม่คมล่ะก็ การทำอาหารของเราก็จะน่าหงุดหงิดมากเลยทีเดียว เพราะหั่นไอนั่นก็ไม่ขาด ไอนี่ก็ไม่ขาด กว่าจะทำอาหารเสร็จคงต้องใช้เวลาเพิ่มขึ้น ฉะนั้น ก่อนทำอาหารอะไร เราควรตรวจสอบอุปกรณ์ก่อนดีไหมว่ามีความพร้อมหรือเปล่า หากมีดไม่คม มีดทื่อ ก็ทำการลับมีดดีกว่า

วันนี้เราจึงมี เคล็ดลับ ลับมีดอย่างไรให้คมเพื่อพร้อมทำอาหาร มาฝากทุกคนกัน หากมีดของเรานั้นคม ตัดอะไรก็ขาดง่าย อาหารของเราก็จะใช้เวลาน้อย และน่าตาน่าทาน และก็ต้องระมัดระวังมีดด้วย หากคมเกินไป

1. ลับมีดด้วยหินลับมีด
แช่หินลับมีดในน้ำสะอาดประมาณ 10 นาทีก่อนนำมาลับมีด จากนั้นวางมีดให้ทำมุม 10-15 องศากับหินลับมีด ใช้มือข้างที่ถนัดถือมีดให้มั่น ส่วนมืออีกข้างนำมากดปลายมีดเอาไว้เบา ๆ จากนั้นก็จัดการลับมีด โดยเคลื่อนมีดถูกับหินในแนวขึ้น-ลง ทำซ้ำกันอย่างนี้ประมาณด้านละ 4-5 ครั้ง

2. ลับมีดง่าย ๆ ด้วยเครื่องลับมีด
เครื่องมือลับมีดแบบสำเร็จรูปมีให้เลือกใช้หลายแบบ ไม่ว่าจะเป็นที่ลับมีดแบบล้อเหล็กเล็ก ๆ จับถนัดมือ หรือที่ลับมีดสำเร็จรูปชนิดต่าง ๆ แถมยังหาซื้อได้ง่ายตามห้างสรรพสินค้าชั้นนำ และร้านค้าทั่วไป ส่วนวิธีลับมีดก็ไม่ซับซ้อน เพราะเครื่องมือลับมีดเหล่านี้ถูกออกแบบเหลี่ยมมุมมาเหมาะสมพอดีกับการลับมีดอยู่แล้วค่ะ ฉะนั้นเพียงแค่คุณวางมีดแสนทื่อลงไปตามช่อง แล้วจัดการลับมีดตามวิธีที่เขาบอกไว้ แป๊ปเดียวใบมีดก็จะกลับมาคมกริบจนน่าหวาดเสียวเลยทีเดียวล่ะ

3. มีดคมด้วยตะไบลับมีด
สำหรับคนที่สะดวก และมีความสามารถในการใช้ตะไบลับมีดมากกว่า ก็สามารถลับมีดด้วยตะไบลับมีดได้ เช่นกัน โดยเอียงมีดทำมุม 20 องศากับตะไบ แล้วถูมีดไปมากับตะไบ จนสุดความยาวของใบมีด ทำซ้ำอย่างนั้นประมาณ 10 ครั้ง แล้วพลิกใบมีดลับอีกด้านด้วยวิธีเดียวกัน

สำหรับ  เคล็ดลับ ลับมีดอย่างไรให้คมเพื่อพร้อมทำอาหาร ที่เรานำมานั้นก็หวังว่าจะเป็นประโยชน์แก่คนที่ชอบทำอาหาร แต่ไม่รู้วิธีการลับมีดให้คมกัน  มีดที่คมนั้นจะ ใช้หั่น ใช้สับอะไรก็ได้เต็มประสิทธิภาพอย่างเต็มที่ อย่าลืมไปตรวจสอบมีดที่บ้านกันนะ

Posted on

วิธีการทำละลายเนื้อสัตว์แช่แข็ง ด้วย 4 วิธีง่ายๆ 

การทำละลายเนื้อสัตว์แช่แข็ง เพื่อเตรียมใช้ประกอบอาหารนั้น มีหลายวิธี ซึ่งแต่ละวิธีจะมีความเฉพาะให้ผลต่างกัน วันนี้เราจึงมีวิธีการทำละลายเนื้อสัตว์แช่แข็ง ด้วย 4 วิธีง่ายๆ มาฝากให้เพื่อนๆ ได้ทราบ และลองนำไปใช้กัน

​การละลายเนื้อสัตว์แช่แข็งมีหลายวิธี  ตั้งแต่แบบที่ใช้เวลาแค่ 2 นาที จนถึง 24 ชั่วโมง หรือแม้กระทั่งการนำมาทำอาหารเลยโดยไม่ต้องละลายก็ทำได้เช่นกัน อย่างไรก็ตาม ทุกแบบก็มีเงื่อนไขที่แตกต่างกันไป

วิธีที่ 1 นำมาทำอาหารเลยโดยไม่ละลาย

ข้อดี : สะดวก รวดเร็ว
​ข้อเสีย : ทำได้แค่บางเมนู
เวลาที่ใช้ : 0
เราสามารถนำเนื้อสัตว์แช่แข็งไปปรุงสุกทันที โดยไม่ผ่านการละลายเลยก็ได้ แต่ใช้ไม่ได้กับทุกเมนู โดยเมนูที่เหมาะสมคือ การนึ่ง อบ หรือต้ม ที่เป็นการปรุงนานบนความร้อนไม่สูง ทำให้เนื้อสุกได้อย่างทั่วถึง จากภายนอกจนถึงภายใน

วิธีการคือ ให้นำเนื้อสัตว์แช่แข็งออกจากถุง นำมาล้างน้ำเย็นก่อน โดยเปิดน้ำให้ไหลผ่านจนทั่วสักพัก  เพื่อเป็นการลดความเย็นลงจากจุดเยือกแข็ง เสร็จแล้วก็ซับให้แห้ง และรีบนำไปทำอาหารเลยทันที

เมนูที่ไม่ควรทำคือ การย่าง และการทอด เพราะเป็นการใช้ความร้อนสูงและเร็ว ทำให้เนื้อสุกแต่ข้างนอก โดยที่ข้างในอาจจะยังแข็งอยู่ แต่ถ้าอยากลองย่างก็พอทำได้ โดยให้วางอาหารทะเลบนแผ่นฟอยล์ ทาน้ำมันและใส่เครื่องปรุงรสที่ต้องการ แล้วห่อฟอยล์ให้มิดชิดก่อนนำไปย่าง

วิธีที่ 2 ละลายในตู้เย็น

​​ข้อดี : รักษารสชาติและเนื้อสัมผัสของอาหารทะเลได้ดีที่สุด  และสามารถเก็บไว้ในตู้เย็นได้อีกประมาณ 3 วัน
​​ข้อเสีย : ใช้เวลานาน
เวลาที่ใช้ : 24 ชั่วโมงขึ้นไป

วิธีนี้ทุกคนยอมรับว่าดีที่สุด แต่เราก็ต้องวางแผนการทำอาหารไว้ล่วงหน้า เพราะต้องใช้เวลาละลายไม่ต่ำกว่า 1 วัน มากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับขนาดของอาหารทะเลนั้นๆ

วิธีการคือ ให้นำเนื้อสัตว์แช่แข็งมาแช่ในตู้เย็นช่องปกติ โดยจะคงไว้ในถุงซีลที่ทางร้านบรรจุมา หรือจะนำออกมาห่อฟิล์มใหม่ก็ได้ และให้หาชามมารองไว้ด้วย เพื่อไม่ให้น้ำหยดไปใส่อาหารชนิดอื่นในตู้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ควรระวังอย่างมาก เพราะอาหารที่โดนน้ำจากเนื้อสดจะเสี่ยงต่อเชื้อโรค  จึงต้องทิ้งไปเท่านั้น

เมื่อละลายเรียบร้อยแล้ว ก่อนนำไปทำอาหารให้เช็คสภาพของเนื้อดูว่าสมบูรณ์ดีหรือไม่  เนื้อที่สดจริงๆ และได้รับการแช่แข็งมาอย่างดี จนถึงการละลายอย่างถูกต้อง จะเหมือนกับเนื้อสดทุกประการ  ไม่ว่าจะเป็นกลิ่นที่จะต้องสด ไม่ใช่กลิ่นคาวแรงๆ เนื้อที่ต้องมีความยืดหยุ่น ไม่แข็งหรือเละ และสีของเนื้อ ก็ต้องเป็นสีปกติ ไม่มีรอยคล้ำตำหนิใดๆ

เมื่อเช็คอาหารของเราว่ามีสภาพสมบูรณ์ดีแล้ว ก็สามารถนำมาทำอาหารได้ตามปกติ ส่วนที่เหลือก็สามารถแช่เย็นเก็บไว้ได้ถึง 3 วัน แต่ก็จะมีเงื่อนไขต่างๆ ของการแช่ ซึ่งเราจะอธิบายให้ในส่วนถัดไป

วิธีที่ 3 ละลายในน้ำเย็น 

ข้อดี : รักษารสชาติและเนื้อสัมผัสของอาหารได้ดี ทั้งยังใช้เวลาไม่นานมาก
​ข้อเสีย : ต้องหมั่นเช็คเรื่อยๆ ระหว่างการละลาย  และต้องปรุงสุกให้หมดในครั้งเดียว
เวลาที่ใช้ : 1-3 ชั่วโมง

วิธีการคือ ให้ใส่เนื้อสัตว์ในถุงซิปล็อก  ปิดให้เรียบร้อย  แล้วจึงนำไปแช่ในน้ำเย็น (ตรวจเช็คสภาพถุงให้ดีก่อนแช่ ไม่ให้น้ำเข้าไปในถุงได้) ควรหาอะไรมาวางทับด้านบนด้วย  เพื่อให้ถุงอาหารจมลงไปในน้ำทั้งหมด

การละลายจะใช้เวลาประมาณ 1-3 ชั่วโมง  ขึ้นอยู่กับขนาด แต่ให้หมั่นเช็คทุก 15 นาที  โดยใช้นิ้วกดดูเรื่อยๆ ว่าเนื้อยืดหยุ่นหรือยัง  ถ้ายังแข็งอยู่ก็ให้ทิ้งไว้ต่อไป และจะต้องคอยเปลี่ยนน้ำให้เย็นอยู่ตลอดเวลา

การละลายวิธีนี้ต้องนำเนื้อมาปรุงสุกเลยทั้งหมด แม้จะทานไม่หมดในครั้งเดียวก็ให้ปรุงสุกทั้งหมดก่อน  แล้วค่อยแบ่งไปแช่เย็นหรือแช่แข็งเก็บไว้  เพราะการนำเนื้อสดกลับไปแช่อีกจะทำให้เกิดแบคทีเรียได้

​*ย้ำอีกครั้งว่า น้ำที่ใช้แช่ต้องเป็นน้ำเย็น ห้ามแช่ในน้ำอุ่นเด็ดขาด เพราะจะทำให้ละลายเร็วเกินไปอาหารจะเสียรสชาติตามธรรมชาติ และอาจทำให้ผิวด้านนอกเกิดแบคทีเรียก่อนที่เนื้อด้านในจะละลายอีกด้วย

​วิธีที่ 4 ละลายในไมโครเวฟ  

ข้อดี : สะดวก รวดเร็ว
​ข้อเสีย : ต้องนำมาปรุงสุกเลยทันที  และเนื้อสัมผัสอาจไม่ดี 100%  เหมือนสองวิธีแรก
เวลาที่ใช้ : 2-3 นาที

ถ้าต้องการทำอาหารเลยทันที ก็สามารถละลายเนื้อสัตว์แช่แข็งในไมโครเวฟได้ โดยให้นำอาหารออกจากบรรจุภัณฑ์ของทางร้าน ใส่ลงในภาชนะสำหรับไมโครเวฟ นำใส่ไมโครเวฟตั้งโหมด defrost  และตั้งเวลาสัก 2-3 นาที ขึ้นอยู่กับขนาดของอาหาร แต่เราจะต้องเปิดเช็คบ่อยๆ ประมาณทุก 45 วินาที เนื่องจากเนื้อจะต้องไม่สุกในไมโครเวฟโดยเด็ดขาด เพราะจะทำให้เนื้อเสียความชุ่มชื้นจนเหนียว เราจึงต้องเปิดเช็คเรื่อยๆ โดยใช้นิ้วกดดู เนื้อที่ละลายเรียบร้อยแล้วจะเปลี่ยนจากแข็งเป็นนุ่ม ยืดหยุ่น เหมือนเนื้อสดทั่วไป แต่จะยังเย็นอยู่ ไม่ได้ถูกเปลี่ย อุณหภูมิไปจนอุ่น หากกดดูแล้วนุ่มก็ให้นำออกมาทำอาหารเลยทันที  แต่ถ้ายังแข็งก็ทิ้งไว้ในไมโครเวฟต่อ แล้วเช็คดูทุก 45 วินาทีตามที่บอก

​เช่นเดียวกับการแช่ในน้ำเย็น การละลายในไมโครเวฟนั้นเราต้องนำมาปรุงสุกให้หมดทันที และถ้าจะนำกลับไปแช่เย็นหรือแช่แข็งอีกรอบ ก็จะต้องแช่แบบสุกแล้วเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม หากไม่มั่นใจหรือไม่คุ้นเคยกับเนื้อสัตว์แช่แข็งมาก่อนเลย ก็ควรนำไปละลายก่อนทำอาหารจะดีที่สุด สำหรับ วิธีการทำละลายเนื้อสัตว์แช่แข็ง ด้วย 4 วิธีง่ายๆ ที่เรานำมานั้นหวังว่าเป็นวิธีที่ทุกคนสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง

Posted on

แมววิเชียรมาศ กับสิ่งที่คุณอาจยังไม่รู้

สำหรับแมววิเชียรมาศนั้น เป็นแมวสัญชาติไทยที่โด่งดังและเป็นที่รักใคร่ของผู้คนทั่วโลก เพราะพวกมันมีลักษณะท่าทางที่น่ารัก ขี้เล่น หากใครได้เลี้ยงดูหรือพบเจอจะต้องตกหลุมรักอย่างแน่นอน

วันนี้เราจึงมีบทความ แมววิเชียรมาศ กับสิ่งที่คุณอาจยังไม่รู้ มาฝากกัน เพื่อคุณจะได้รู้จักตัวตนของเจ้าเหมียววิเชียรมาศกันมากขึ้น แต่ระวังจะตกหลุมรักจนต้องไปหามาครอบครองไว้สักตัวล่ะ

1. เป็นเจ้าเหมียวช่างพูด
แมววิเชียรมาศขึ้นชื่อเรื่องการส่งเสียงร้อง จนมันได้รับการขนานนามว่าเป็นแมวที่พูดมากที่สุดในประเทศฝั่งอเมริกาหรือยุโรปเลยนะ แต่สำหรับพวกเราอาจจะคุ้นชินกันจนไม่ได้รู้สึกว่ามันพูดมากก็ได้ (ก็ร้องบ่อยเป็นปกตินิ)

2. วิเชียรมาศเป็นแมวสายพันธุ์เก่าแก่
กล่าวกันว่าพวกมันปรากฏตัวครั้งแรกในยุคกรุงศรีอยุธยาแล้ว (พ.ศ.1893 – 2310) นั่นหมายความว่าพวกมันโลดแล่นอยู่บนโลกนี้มาแล้วถึง 669 ปีหรือมากกว่านั้น แต่ก็ไม่มีใครทราบถึงแหล่งที่มาแน่ชัดของพวกมัน

3. วิเชียรมาศมี 6 สี
เราคงจะคุ้นเคยกับสีมาตรฐานของพวกมันคือ สีงาช้าง – น้ำตาลไหม้ (Ivory – Deep Chocolate Brown Point) เพราะมันมีมากเสียจนทำให้เราเผลอคิดไปว่ามันมีแค่สีเดียวได้เลย แต่พวกมันยังมีอีก 5 รูปแบบสีนั่นคือ สี

  • น้ำตาลช็อกโกแลต (Chocolate Point) สีนี้หาพบได้ยากส่วนมากมักเป็นแมววิเชียรมาศที่ผสมกับสายพันธุ์อื่น
  • สีเทา (Blue Point) มีสีคล้ายกับแมวสีสวาดแต่จะอ่อนกว่า
  • สีม่วงกลีบบัว (Lilac Point) สีที่หายากที่สุดสำหรับแมววิเชียรมาศโดยลักษณะสีจะไม่ได้ออกเป็นสีม่วงเด่นชัดขนาดนั้นแต่จะเป็นเหลื่อมๆ สีเทาน้ำเงินบางๆ คล้ายสีม่วงมากกว่า ในต่างประเทศอาจเรียกสีนี้ว่าสีลาเวนเดอร์ (Lavender Point)
  • สีทอง (Red Point) หรือสีส้ม น้ำตาลอ่อนๆ สีนี้สามารถพบเห็นได้ทั่วไปมองเผินๆ ก็ดูคล้ายแมวขาวมณีเลย
  • สีสลิดลายเสือ (Tabby Point) เกิดจากการผสมกับแมวที่มีแต้มลายเสือ แต่ละตัวจะมีลายมากน้อยต่างกัน

4. ในอดีตพวกมันเคยมีดวงตาและหางที่ผิดแปลกไปจากปกติ
ในอดีตการที่แมววิเชียรมาศมีดวงตาเขหรือมีหางหักงอนั้นเป็นเรื่องปกติมาก แต่ในปัจจุบันจากการคัดเลือกและผสมข้ามสายพันธุ์กับแมวทั่วโลกทำให้จุดด้อยนี่ค่อยๆ หายไปและกลายเป็นแมววิเชียรมาศที่สวยงามไร้ที่ติอย่างที่เราเห็น

5. ชื่อ “วิเชียรมาศ” มีความหมาย
ในต่างประเทศพวกมันเป็นที่รู้จักในชื่อแมวสยามมิส (Siamese) สำหรับชื่อ “วิเชียรมาศ” นั้นจะมีเรียกแค่ในประเทศไทยเท่านั้นซึ่งคำนี้ก็มีความหมายว่า “เพชรแห่งดวงจันทร์”  หรือ “แมวแก้ว” (ในบางตำรา)

6. แต้มสีของพวกมันจะไม่ขึ้นมาทั้งหมดตั้งแต่เด็กๆ
สิ่งนี้จะคล้ายๆ กับสุนัขดัลเมเชี่ยนที่เวลาเกิดจะมีสีขาวทั้งตัวและจุดดำบนตัวจะค่อยๆ เพิ่มขึ้นมาในขณะที่โตขึ้น แมววิเชียรมาศก็เช่นกันในขณะที่เกิดมาพวกมันจะมีสีขาวเป็นส่วนใหญ่และอาจมีสีน้ำตาลอ่อนๆ ติดมาด้วยแต่ไม่มาก แล้วเมื่อโตขึ้นสีที่บริเวณใบหน้า เท้าและหางก็จะค่อยๆ เพิ่มและเข้มขึ้นจนถึงช่วงโตเต็มวัย

7. พวกมันเป็นแมวของเหล่าราชวงศ์ไทยในยุคกรุงศรีอยุธยา
ในอดีตพวกมันเป็นแมวที่เลี้ยงกันอยู่แต่ในวังและชาวบ้านทั่วไปไม่สามารถเลี้ยงได้ (บางตำราก็บอกว่าอาศัยอยู่ในวัดใหญ่ๆ ด้วย) วิเชียรมาศเป็นแมวมงคลตามตำรา มีลักษณะดีทั้งยังช่วยเสริมสร้างบารมีให้แก่ผู้เลี้ยง ในบางความเชื่อกล่าวกันว่าพวกมันสามารถนำพาวิญญาณได้ด้วย

8. วิเชียรมาศถูกส่งเป็นของขวัญให้แก่เหล่าทูตที่มาทำงานในประเทศไทย
ในปีพ.ศ.2427 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานแมวคู่หนึ่งให้แก่ทูตอังกฤษซึ่งหนึ่งในนั้นคือแมววิเชียรมาศชื่อว่า วัลเลย์ (Valley)  และมันก็ได้ไปขึ้นเวทีประกวดแมวชื่อดังในอังกฤษแถมยังชนะเลิศมาด้วยซึ่งนั่นเป็นจุดเริ่มต้นให้มันเป็นที่รู้จักในฝั่งยุโรป

จากบทความ แมววิเชียรมาศ กับสิ่งที่คุณอาจยังไม่รู้ ที่เรานำมานั้น เชื่อเลยว่าต้องมีบางข้อที่หลายๆ คนอาจจะยังไม่รู้แน่นอน เพราะหากไม่ได้มีความสนใจจริงๆ เราก็คงรู้แค่ผ่านๆว่า เป็นแมวลักษณะไหนแค่นั้น 

Posted on

ประโยชน์ของส้มตำ กินส้มตำอ้วนไหม

สำหรับประเทศไทยนั้น ส้มตำ ถือได้ว่าเป็นอาหารจานหลักเลยทีเดียว เพราะผู้คนนิยมกินกันเป็นจำนวนมาก เพราะด้วยรสชาติที่แซ่บ นัว ทำให้หยุดกินกันไม่ได้เลยทีเดียว แต่หลายคนก็มักจะเกิดข้อสงสัยว่า กินส้มตำอ้วนไหม เพราะส้มตำนั้นเป็นผัก ผักกินแล้วไม่อ้วนนี่ วันนี้เรามาดูกัน

ประโยชน์ของส้มตำ
ส้มตำเป็นเมนูที่มีผักและสมุนไพรอยู่หลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นมะละกอดิบ พริกขี้หนู กระเทียม มะนาว ผลมะกอก มะเขือเทศ ถั่วฝักยาว มะเขือ และยังมีผักสด เช่น ผักบุ้งนา กะหล่ำปลี ถั่วฝักยาว ผักกาดขาว หรือยอดกระถิน เป็นผักแกล้มอีก ซึ่งประโยชน์ของผักต่าง ๆ เหล่านี้ก็มีไฟเบอร์สูง มีสรรพคุณทางยา ช่วยสร้างภูมิต้านทานให้กับร่างกาย ต้านอนุมูลอิสระ และชะลอวัยได้

นอกจากนี้ ปู กุ้งแห้ง หรือปลาร้า ที่ใส่ลงไปในส้มตำ ก็เป็นเนื้อสัตว์ที่ให้โปรตีนและแคลเซียม แต่ทั้งนี้ควรเลือกกินปู ปลาร้า หรือกุ้งที่ทำให้สุกแล้ว และเพื่อให้ได้รับสารอาหารอย่างครบถ้วน จึงควรกินส้มตำควบคู่กับอาหารอื่น ๆ ด้วย เช่น ข้าวเหนียว ขนมจีน ไก่ย่าง หรือลาบต่าง ๆ ซึ่งมีโปรตีนและคาร์โบไฮเดรตที่ทำให้อิ่มท้อง

กินส้มตำลดความอ้วนได้จริงไหม
ส้มตำ 1 จาน ให้พลังงานประมาณ 120 กิโลแคลอรี ซึ่งก็ถือว่าเป็นอาหารแคลอรี่ต่ำ แต่หากกำลังลดน้ำหนักอยู่ควรบอกแม่ค้าไม่ใส่ปู ถั่วลิสง และลดหวาน ลดเค็มด้วยจะดีมาก และไม่ควรกินส้มตำทุกมื้อ ทุกวัน เพราะแม้จะเป็นอาหารแคลฯ ต่ำ แต่ในอีกมุมหนึ่งส้มตำก็เป็นอาหารที่โซเดียมสูงพอตัว ทั้งโซเดียมจากน้ำปลา ปูเค็ม กุ้งแห้ง และผงชูรสแบบจัดหนัก แล้วไหนจะปริมาณน้ำเชื่อม น้ำตาลปี๊บอีก ปัจจัยเหล่านี้แหละที่อาจทำให้ตัวบวมน้ำและน้ำหนักตัวขึ้นได้ ดังนั้นถ้ากำลังลดความอ้วนอยู่ กินส้มตำเพียง 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์ก็พอ หรือหากกินส้มตำปูดองเค็มก็กินเพียงสัปดาห์ละครั้ง

กินส้มตำอย่างสุขภาพดี
การกินส้มตำอย่างปลอดภัยและได้สุขภาพที่ดี ควรคำนึงถึงปัจจัยเหล่านี้เลย

ความสะอาด
ทั้งความสะอาดของวัตถุดิบ เครื่องปรุง และความสะอาดของอุปกรณ์อย่างครก สาก ภาชนะที่ใส่ รวมถึงความสะอาดของสถานที่ด้วย เพื่อหลีกเลี่ยงการปนเปื้อนของเชื้อโรคที่อาจแฝงมาได้ และลดความเสี่ยงกินส้มตำแล้วท้องเสีย อ้อ ! อย่าลืมสังเกตถั่วลิสง กุ้งแห้ง กระเทียม วัตถุดิบที่เป็นของแห้งอื่น ๆ ด้วยนะคะ ของเหล่านี้ควรเก็บอย่างมิดชิด ไม่อยู่ในที่อับชื้น เพราะอาจมีเชื้อราอย่างอะฟลาทอกซินซึ่งเป็นอันตรายต่อตับ และอาจก่อมะเร็งได้

กินตำถาดที่ปลอดภัย
หากเป็นส้มตำถาดควรมีใบตองรอง จานรอง ถาดเป็นถาดสเตนเลสเกลี้ยง ๆ ไม่มีลวดลายและสีสันฉูดฉาด เพราะกรดอย่างน้ำมะนาวหรือน้ำมะขามอาจกัดกร่อนสารตะกั่ว แคดเมียม ที่เป็นโลหะหนักจากถาดสังกะสีที่มีลวดลายต่าง ๆ ได้

ตำกินเอง
หากเราตำส้มตำกินเองเราจะควบคุมทั้งความสะอาด และรสชาติที่ไม่หวานจัด เค็มจัด หรือปริมาณผงชูรสเยอะ ๆ ได้ ดังนั้นหากเป็นคนชอบกินส้มตำมากจริง ๆ ลองตำส้มตำแบบคลีน ๆ โดยไม่ใส่น้ำตาล หรือใส่ปริมาณน้อย เลือกน้ำตาลที่ดีต่อสุขภาพอย่างหญ้าหวาน หรือสารที่ให้ความหวานแทนน้ำตาล รวมไปถึงปรุงรสไม่หวานจัด เค็มจัด และเผ็ดจัด

กินส้มตำแต่พอเหมาะ
อย่างที่บอกว่าไม่ควรกินส้มตำเกินสัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง เพื่อไม่ให้ร่างกายได้รับน้ำตาลและโซเดียมจากส้มตำมากเกินไป และเป็นการเปิดโอกาสให้ร่างกายได้กินอาหารที่หลากหลายด้วย หรือถ้าชอบกินส้มตำปูเค็ม หรือปลาร้า ซึ่งไม่ได้ปรุงสุก ให้กินแค่สัปดาห์ละครั้งก็พอ

ไม่ควรกินส้มตำตอนท้องว่าง
มะละกอดิบมียางที่อาจก่อให้เกิดอาการระคายเคืองต่อเยื่อบุกระเพาะอาหาร อีกทั้งรสจัดจ้านจากพริกและกรดจากน้ำมะนาว น้ำมะขามในส้มตำยังอาจทำให้แสบท้องได้ ดังนั้นจึงไม่ควรกินส้มตำขณะที่ท้องว่าง โดยควรกินข้าวเหนียว ไก่ย่าง หรือขนมจีนรองท้องไปก่อน

เคี้ยวให้ละเอียด
กินส้มตำแต่ละครั้งควรเคี้ยวให้ละเอียด เพราะเส้นมะละกอดิบค่อนข้างย่อยยาก ดังนั้นเพื่อช่วยให้ระบบอาหารย่อยส้มตำได้ง่ายและดีขึ้น ก็อย่ารีบเคี้ยวรีบกลืนส้มตำจนเกินไป

สำหรับคนที่กำลังสงสัยว่า กินส้มตำอ้วนไหม ก็คงได้คำตอบกันไปแล้ว อาหารทุกอย่างเราสามารถกินได้ตามความเหมาะสมกับสุขภาพของตัวเอง อย่างส้มตำก็ไม่ใช่สิ่งยกเว้นนะดังนั้นควรรับประทานอาหารที่ให้คุณค่าทางสารอาหารที่ดี และพยายามกินให้ครบ 5 หมู่ตามสัดส่วนที่ร่างกายต้องการ เพื่อสุขภาพของตัวเราเอง

Posted on

ประโยชน์ของมะนาว พืชผักสวนครัวที่หาได้ง่ายในบ้าน

สำหรับ มะนาว นั้นเป็นพืชผักสวนครัวที่อยู่กับคนไทยมาช้านาน หลายๆคนคงรู้อยู่แล้วว่ามะนาวนั้นใช้น้ำของมันมาประกอบในการทำอาหาร ให้รสชาติเปรี้ยว ไม่ว่าจะเป็นลาบ ยำ ต้มยำ อาหารต่างๆที่มีรสชัดไปทางเปรี้ยว จะต้องมีมะนาวเป็นส่วนประกอบอย่างแน่นอน 

แต่วันนี้เราจะมาบอก ประโยชน์ของมะนาว พืชผักสวนครัวที่หาได้ง่ายในบ้าน ที่มีมากกว่าการใช้ประกอบอาหาร แต่ยังสามารถนำไปใช้ประโยชน์อื่นๆ ได้อีกเพียบ เห็นว่ามะนาวลูกเล็กแค่นี้ แต่มีสรรพคุณมากมายเชียวล่ะ

ประโยชน์ของมะนาว

  • น้ำมะนาวจะเป็นที่นิยมใช้กันมากในบ้านเราในการนำมาปรุงรสชาติอาหาร
  • มะนาวช่วยบำรุงผิวพรรณให้เปล่งปลั่งสดใส
  • มะนาวมีฤทธิ์ที่ช่วยในการกัดด้วย ซึ่งถือว่าเป็นกรดผลไม้อย่างหนึ่ง (AHA) ที่เป็นที่ยอมรับในการช่วยเร่งการผลัดเซลล์ผิวที่เสื่อมสภาพออกไป
  • ช่วยบำรุงตาของคุณให้สดใสอยู่เสมอ
  • มะนาวประกอบด้วยวิตามินและแร่ธาตุหลายชนิดที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย เช่น วิตามินเอ วิตามินซี ธาตุแคลเซียม ธาตุฟอสฟอรัส กรดซิตริก กรดมาลิก
  • ในผลมะนาว 1 ลูกจะมีน้ำมันหอมระเหยอยู่มากถึง 7% ซึ่งนำมาใช้ประโยชน์ในการผสมเป็นน้ำยาทำความสะอาดต่าง ๆ เช่น น้ำยาล้างจาน เป็นต้น
  • มะนาวมีน้ำมันหอมระเหยที่ให้กลิ่นหอมสดชื่น (Aromatherapy)
  • เพื่อใช้แต่งรสชาติให้เครื่องดื่มแอลกอฮอล์บางชนิด โดยจะนิยมฝานมะนาวออกเป็นชิ้นบาง ๆ เสียบไว้กับขอบแก้วนั่นเอง
  • ประโยชน์ของมะนาวสำหรับผู้ที่เป็นสิวฝ้า มะนาวจะช่วยรักษาสิวของคุณให้ลดน้อยลงได้ เพราะมะนาวมีฤทธิ์เป็นกรดอ่อน ๆ จะทำให้ลดการอุดตันรูขุมขนจากสิวและยังช่วยในการขจัดความมันและเชื้อโรคบนใบหน้าได้ด้วย โดยคุณสามารถนำดินสอพองกับมะนาวมาผสมกันแล้วทาบริเวณสิวก่อนนอนทุกวัน สิวจะค่อย ๆ ยุบลงไปเอง
  • แก้ปัญหาผิวแตกด้วยใช้น้ำมะนาวมาทาบริเวณดังกล่าว
  • แก้ปัญหาขาลาย สีผิวไม่สม่ำเสมอ ด้วยการนำดินสอพองกับมะนาวมาผสมกันแล้วทาทิ้งไว้ก่อนนอน แล้วจึงล้างออกในตอนเช้า
  • แก้ปัญหาส้นเท้าแตก ด้วยการนำน้ำมะนาวมาทาบริเวณส้นเท้า วันละ 3 เวลา
  • การแปรรูปมะนาว มะนาวแปรรูปเป็นอะไรได้บ้าง เช่น น้ำมะนาวปรุงอาหาร มะนาวแช่อิ่มตากแห้ง น้ำมะนาวเข้มข้น มะนาว ผง เครื่องดื่มผสมน้ำมะนาว แยมมะนาว เยลลีมะนาว แยมเปลือกมะนาว แยมนะนาวดอง มะนาวดองเค็ม มะนาวหวาน กิมจ้อมะนาว เปลือกมะนาวสามรส เปลือกมะนาวเส้นปรุงรส เปลือกมะนาวเชื่อม เปลือกมะนาวแช่อิ่ม มาร์มาเลดมะนาว
  • สำหรับประโยชน์ของเปลือกมะนาวนั้น เมื่อบีบน้ำออกหมดแล้วให้นำมาทาบริเวณคาง เข่า ข้อศอก ส้นเท้า ก็จะช่วยให้ผิวบริเวณเหล่านี้มีความนุ่มนวลเพิ่มมากขึ้น และนอกจากนี้ยังใช้เปลือกผลแห้งนำมาต้มเอาน้ำดื่มเป็นยาแก้จุกเสียดแน่นท้อง ขับเสมหะ บำรุงกระเพาะได้อีกด้วย

ข้อควรระวังในการกิน และใช้มะนาว
มะนาวมีความเป็นกรดสูง การดื่มน้ำมะนาวสดที่มีความเข้มข้นมากๆ อาจทำให้ระคายเคืองอวัยวะต่างๆ ในระบบทางเดินอาหาร เช่น คอ หลอดอาหาร ลำไส้ กระเพาะอาหาร โดยเฉพาะผู้ที่มีแผลในกระเพาะอาหาร อาจทำให้เกิดอาการแสบท้องได้

นอกจากนี้ การดื่มน้ำมะนาว หรือกัดเนื้อมะนาวกินตรงๆ รวมถึงการรับประทานอาหารที่ใส่มะนาว เช่น ยำ ต้มยำ ฯลฯ ควรบ้วนปาก หรือดื่มน้ำเปล่าตาม เพื่อลดความเข้มข้นของมะนาวที่ผิวเคลือบฟัน และไม่ควรรีบแปรงฟันหลังรับประทานมะนาวทันที เพราะอาจเสี่ยงฟันสึกกร่อนได้

เราก็ได้รู้แล้วว่าประโยชน์ของมะนาว พืชผักสวนครัวที่หาได้ง่ายในบ้าน นั้นมีอะไรบ้าง เราก็สามารถนำมะนาวนั้นไปใช้ได้เลย แต่ข้อควรระวังก็มีนะ ควรดูให้ดีเสียก่อน 

Posted on

Work from Home ส่งผลดีต่อบริษัทอย่างไร

หลายๆบริษัทอาจต้องเผชิญกับการปรับตัวครั้งใหญ่ ด้วยการปรับเปลี่ยนการทำงานมาเป็น Remote Work หรือ Work from Home แต่สำหรับปีนี้ ดูเหมือนหลายบริษัทจะรับมือกับการให้พนักงานทำงานอยู่ที่บ้านได้อย่างมีประสบการณ์มากขึ้น เมื่อสถานการณ์ COVID-19 (โควิด-19) ที่คลี่คลายกลับมาแพร่ระบาดในระลอกใหม่ จนต้องแยกย้ายกลับไปทำงานกันที่บ้านอีกครั้ง

อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่าเทคโนโลยีที่มีอยู่ในปัจจุบันเอื้อต่อการทำงานแบบ Work from Home มากขึ้น แม้ว่าอยู่กันคนละที่แต่ยังคงติดต่อสื่อสารผ่านช่องทางต่าง ๆ ได้อย่างไร้ขีดจำกัด ไม่ว่าจะเป็นการประชุมกันแบบวิดีโอคอล หรือการพูดคุยสื่อสารผ่านแอปพลิเคชันต่าง ๆ ขอเพียงแค่มีอินเทอร์เน็ตเชื่อมต่อก็สามารถทำงานได้ราบรื่นแล้ว

แม้ว่ามีบางส่วนที่มองว่าการปล่อยให้พนักงานทำงานอยู่ที่บ้าน อาจส่งผลต่อประสิทธิภาพการทำงานได้ แต่เชื่อหรือไม่ว่า มีรายงานจากผลการศึกษาหลายชิ้นชี้ให้เห็นถึงข้อดีของการ Work from Home โดยเว็บไซต์การเงินชื่อดังอย่าง Forbes ได้รวบรวมข้อมูลการวิจัยเกี่ยวกับหัวข้อ “การทำงานทางไกล” (Telework) หรือการทำงานที่บ้าน จากองค์กรชั้นนำหลายแห่ง ซึ่งรวมถึงบริษัทจัดทำโพลชื่อดัง Gallup, องค์กรที่ปรึกษาด้านการวิจัย Global Workplace Analytics รวมถึงมหาวิทยาลัยชั้นนำ Harvard University และ Stanford University ด้วย

จากข้อมูลดังกล่าวได้รับการพิสูจน์ออกมาเป็นตัวเลขแล้วว่า การที่องค์กรหรือบริษัทใดมีการทำงานที่ยืดหยุ่นให้กับพนักงาน (ในกรณีนี้หมายถึงการอนุญาตให้พนักงานทำงานที่บ้าน หรือทำงานนอกสถานที่ได้) จะส่งผลดีต่อบริษัทใน 5 หัวข้อด้วยกัน เราจึงได้นำบทความ Work from Home ส่งผลดีต่อบริษัทอย่างไร มาฝากกัน

1. ประสิทธิภาพในการทำงาน
พนักงานที่ได้ Work from Home หรือทำงานนอกสถานที่ จะทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพกว่าพนักงานที่ทำงานอยู่ในออฟฟิศ โดยเฉลี่ยมากกว่า 35-40 เปอร์เซ็นต์เลยทีเดียว และยังพบว่าสามารถเพิ่มผลผลิตในการทำงานได้จากเดิมอย่างน้อย 4.4 เปอร์เซ็นต์

2. คุณภาพในการทำงาน
เมื่อพนักงานไม่จำเป็นต้องเดินทางมาทำงานที่ออฟฟิศ ไม่มีข้อจำกัดในเรื่องสถานที่ทำงาน พบว่าความยืดหยุ่นดังกล่าวส่งผลให้พวกเขาทำผลงานได้ดียิ่งขึ้น โดยพบว่ามีความผิดพลาดจากคุณภาพในการทำงานลดน้อยลง 40 เปอร์เซ็นต์

3. การมีส่วนร่วมในการทำงาน
การให้พนักงานได้ทำงานอยู่ที่บ้าน ส่งผลในเชิงบวกทั้งผลผลิตในการทำงานคือได้งานในปริมาณที่มากขึ้น และประสิทธิภาพในการทำงานที่ดีขึ้น นั่นหมายความว่าการมีส่วนร่วมในการทำงานของพนักงานก็จะมากขึ้นตามไปด้วย รวมถึงส่งผลให้การขอลางาน หรือขอลาหยุดลดน้อยลงจากเดิม 41 เปอร์เซ็นต์

4. การรักษาพนักงานไว้กับองค์กร
มีพนักงานถึง 54 เปอร์เซ็นต์ที่ระบุว่าพวกเขาคิดจะเปลี่ยนงานหรือหางานใหม่ที่มีความยืดหยุ่นในการทำงาน แต่การที่บริษัทอนุญาตให้ทำงานที่บ้าน หรือทำงานนอกสถานที่ได้ ส่งผลให้อัตราการลาออกของพนักงานบริษัทลดน้อยลงถึง 12 เปอร์เซ็นต์

5. ความสามารถในการทำผลกำไร
จากการที่บริษัทให้พนักงานทำงานอยู่ที่บ้าน หรือทำงานนอกสถานที่ได้ ส่งผลดีต่อบริษัทในเรื่องค่าใช้จ่ายด้วยเช่นกัน เมื่อพบว่าสามารถประหยัดรายจ่ายในออฟฟิศลงได้เฉลี่ยปีละ 11,000 เหรียญสหรัฐ (ประมาณ 330,000 บาท) หรือสามารถทำผลกำไรได้เพิ่มขึ้นจากเดิมถึง 21 เปอร์เซ็นต์เลยทีเดียว