Posted on

5 เคล็ดลับ สร้างพลังบวกในที่ทำงาน

       ทุกคนคงเคยได้ยินว่า ที่ทำงานนั้นก็เหมือนบ้านหลังที่สอง จึงปฎิเสธไม่ได้เลยว่าไม่จริง เพราะคนเรานั้นจะใช้เวลาส่วนใหญ่ในแต่ละวันไปในที่ทำงาน ใช้ชีวิตทำงาน ใช้ชีวิตอยู่กับเพื่อนร่วมงาน ดังนั้น ทุกคนก็คงอยากให้บ้านหลังที่สองของเรานั้นเหมือนบ้านจริงๆ บ้านที่มีบรรยากาศดีๆ มีแต่พลังบวก แต่ในความเป็นจริงแล้วนั้น มนุษย์ทุกคนย่อมมีความรู้สึก จะให้สดใสร่าเริง ยิ้มแย้มตลอดเวลาก็คงจะเป็นไปได้ยาก ฉะนั้นเราจึงต้องทำความเข้าใจก่อนว่าในพื้นที่การทำงานนั้นมีผู้คนมากมาย ผู้คนจึงต่างมีนิสัยที่แตกต่างกันไป มีความคิดไม่เหมือนกันเป็นปกติอยู่แล้ว ก็ไม่แปลกที่บางครั้งเราจะสามารถสัมผัสพลังงานบางอย่างที่เป็นลบได้ในหลายครั้ง วันนี้เราจึงมีบทความ 5 เคล็ดลับ สร้างพลังบวกในที่ทำงาน มาฝากกัน เพื่อที่เรานั้นจะสร้างพลังบวกให้กับตัวเองก่อน แล้วค่อยส่งต่อให้คนอื่น

พลังบวก เป็นอย่างไร?

       การคิดบวก ส่งพลังบวกนั้น ไม่ได้แปลว่าเราจะต้องหลีกเลี่ยงทุกสิ่งที่มันแย่ๆ ร้ายๆ หรือทำเป็นมองไม่เห็น เพราะบางทีการที่เรามองอะไรไปโดยไม่สนใจ นั่นอาจจะทำให้เกิดปัญหาบางอย่างที่ไม่ได้รับการแก้ไขและบานปลายในอนาคตได้ แต่นั่นก็ไม่ได้แปลว่าเราจะต้องฝืนยิ้มหรือทำหน้าระรื่นมีความสุขอยู่ตลอดเวลา เพราะบางทีการที่เราเป็นคนที่มีนิสัยร่าเริงมากเกินไป เราอาจจะถูกมองว่าเป็นคนเสแสร้งแกล้งทำได้ แต่พลังบวกในที่ทำงานที่เราควรทำนั้นคือการมองโลกในแง่ดีบนฐานของความเป็นจริงรับรู้และเข้าใจว่ามีปัญหา พร้อมหาทางแก้ไข ให้มองว่าทุกปัญหามีทางคลี่คลายได้เสมอ

1.รักษาสุขภาพร่างกาย
       สุภาษิตโบราณว่าไว้ “A sound mind is in a sound body” จิตใจที่ดีย่อมมาจากร่างกายที่สมบูรณ์ ลองหาเวลาออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ กินอาหารที่ดีต่อสุขภาพ พักผ่อนให้เพียงพอ บางคนอาจจะใช้วิธีนั่งสมาธิหรือฝึก meditation ในหลายๆ รูปแบบ ก็ถือว่าช่วยผ่อนคลายจิตใจได้ดีเลย ที่สำคัญ พยายามหาเรื่องให้ตัวเองได้ยิ้มและหัวเราะบ้างในแต่ละวัน เพราะอย่าลืมว่ารอยยิ้มและเสียงหัวเราะนั้น สามรถส่งต่อและกระจายในวงกว้างได้ง่ายและได้ผลดีมาก

2.พักเบรค ชาร์จแบต
       คนเราต่อให้ไฟแรงแค่ไหน แต่ก็แบตหมดได้ทั้งนั้น จึงต้องมีการเติมพลังกันบ้าง เพราะถ้าไฟแรงอย่างเดียวแล้วปล่อยไปเรื่อยๆ จนหมดไฟ จะให้ส่งพลังบวกแก่คนรอบข้างก็คงยาก ดังนั้น ในช่วงระหว่างวันอาจจะหาเวลาออกมาเดินเล่น ผ่อนคลาย หรือถ้าเป็นนอกพื้นที่ทำงาน ก็คือการสร้างสมดุล “work-life balance” นั่นเอง ไปเที่ยวหรือทำกิจกรรมอย่างอื่นในวันหยุดบ้าง เติมพลังให้ตัวเองกลับมาทำงานได้อย่างสดชื่นเต็มที่

3.ให้รางวัลกับตัวเอง
       แค่การสังสรรค์เล็กๆ ในโอกาสต่างๆ หรือหลังเลิกงาน ก็ช่วยให้คุณเติมพลังบวกให้ตัวเองได้ไม่ต้องถึงกับจัดปาร์ตี้ เฉลิมฉลองยิ่งใหญ่ก็ได้ หรือในส่วนของหัวหน้าหรือเพื่อนร่วมงาน เวลาที่ใครทำงานอะไรได้สำเร็จทะลุเป้า ก็ควรกล่าวขอบคุณคนนั้นพร้อมให้พนักงานคนอื่นได้ร่วมยินดี เป็นอีกหนึ่งวิธีให้รางวัลที่ไม่ต้องจ่ายอะไรมาก แต่สร้างพลังบวก และให้ผลตอบแทนทางใจที่แสนจะคุ้มค่า

4.ผูกมิตรกับเพื่อนร่วมงาน
       การผูกมิตรเอาไว้นั้นไม่เสียหลาย เพราะเมื่อไหร่ก็ตามที่รู้สึกว่าอยู่ท่ามกลางคนที่เป็นมิตร ก็จะเกิดความรู้สึกอุ่นใจ พร้อมเผชิญอุปสรรคต่างๆ ดังนั้น ลองพยายามผูกมิตรกับเพื่อนร่วมงาน ผ่านสิ่งที่ชื่นชอบหรือความสนใจต่างๆ นอกพื้นที่ทำงานดู เชื่อว่าส่วนใหญ่แล้ว ถ้าหยิบยื่นมิตรภาพให้คนอื่นก่อน ก็จะได้มิตรภาพกลับคืนมาด้วย

5.ตั้งเป้าหมายที่ทำได้จริง
       การที่เราตั้งเป้าหมายใหญ่เกินไป แม้ว่าจะช่วยทำให้เรารู้สึกฮึกเหิม มีพลัง แต่ในระยะยาวนั้นอาจจะทำให้เราท้อแท้หรือหมดไฟได้ แต่ถ้าลองแบ่งเป้าหมายออกเป็น “หมุดหมาย” หรือ milestone ย่อยๆ ทุกครั้งที่ทำงานสำเร็จและก้าวไปข้างหน้า อาจจะรู้สึกดีกว่าประสบความสำเร็จไปอีกขั้น

       นอกจากนี้ ให้เริ่มทำงานด้วยการโฟกัสที่จุดแข็ง แล้วจึงค่อยพัฒนาต่อยอดจากของดีที่มีอยู่ เพราะถ้าเริ่มต้นแก้ปัญหาต่างๆ จากจุดที่ตัวเองมั่นใจ แล้วค่อยๆ พัฒนาส่วนที่ยังขาดไปทีละน้อยๆ จะช่วยสร้างพลังบวกให้เองในระยะยาว มากกว่าจะที่เริ่มแก้ปัญหาจากภาพรวมแบบสะเปะสะปะ

Posted on

รับมืออย่างไรเมื่อเจอคำว่า บริษัทนี้เราอยู่กันเป็นครอบครัว

       หลายคนที่อยู่ในวัยทำงานอาจจะคุ้นชินกับประโยคนี้กันดี คงไม่ใช่ประโยคไหนนอกจาก บริษัทนี้เราอยู่กันเป็นครอบครัว โดยเฉพาะตอนที่เราเข้าไปสัมภาษณ์ อาจเป็นเพราะฝ่าย HR ที่รับสมัครเราเข้ามานั้น เขาเพียงต้องการเพิ่มความน่าอยู่ของบริษัท จึงอยากชักชวนให้ผู้มาสัมภาษณ์เข้ามาทำงาน แต่ส่วนใหญ่แล้วบริษัทที่โฆษณาด้วยคำพูดว่า บริษัทนี้เราอยู่กันเป็นครอบครัว นั้นมักจะมีการฟาดฟันกันในบริษัทด้วยอะไรหลายอย่าง ทั้งเรื่องของสังคม การทำงานรวมไปถึงเรื่องส่วนตัว

       เมื่อเราต้องมาตกอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้ เราจะมีวิธีรับมืออย่างไร เพราะการเปลี่ยนงานในยุคปัจจุบันนี้นั้นอาจจะมีความยากมากกว่าที่จะต้องอยู่ร่วมกับคนเหล่านี้ วันนี้เราจึงมี3 วิธีคิดในแง่บวกเพื่อรับมือกับ บริษัทนี้เราอยู่กันเป็นครอบครัว ให้ไม่เสียสุขภาพจิตจนเกินไปมาให้อ่านกัน

ไม่มีใครเป็นคนดีในสายตาทุกคน

       มนุษยสัมพันธ์ (Human Relation) คือสิ่งที่หลายคนควรมีเมื่อเข้าไปอยู่ในที่ทำงาน เราใช้เวลาในช่วงที่ร่างกายตื่นนอนอยู่ในบริษัทเกือบจะทั้งหมด เพราะฉะนั้นหากคุณมีความสัมพันธ์ที่ไม่ดีในที่ทำงาน จะทำให้การทำงานของคุณเหนื่อยไปทั้งวัน เรียกได้ว่าไม่มีเวลาสบายใจและมีความสุขได้ด้วยซ้ำ แต่การจะเป็นคนที่น่ารัก และคนดีในสายตาของทุกคน เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว

       คำว่า “คนดี” ของแต่ละคนไม่เหมือนกัน บางครั้ง A ว่าดี B ก็ไม่ได้ว่าตาม เราไม่อาจจะทำให้ทุกคนพอใจได้ การเป็นที่รักของทุกคนต้องรีบเก็บความคิดนนี้พับแล้วเอาเสื้อผ้าในตู้ทับเข้าไปให้ลึกที่สุดก่อน แล้วทำความเข้าใจกฎของโลก แยกแยะการทำงานกับความสัมพันธ์ออกจากกันให้ได้ แล้วจะทำงานได้อย่างสบายใจมากขึ้น

ยอมรับให้ได้ถ้ามีคนไม่ชอบเรา

       เราทุกคนควรน้อมรับคำตักเตือนจากคนที่งานด้วยกัน หรือการตักเตือนเกี่ยวกับข้อบกพร่องทางนิสัยบางอย่างที่เราเองก็มองว่ามันไม่สมควร เช่น การเข้าทำงานสาย หรือข้อผิดพลาดในการทำงานที่คุณพร้อมจะพูดคำว่าขอโทษ แต่หากเป็นคำเตือนในเชิง “คุณจะต้องเปลี่ยนเป็นคนแบบนั้นแบบนี้” ควรปล่อยผ่านไป

       ถ้าคนส่วนใหญ่บริภาษและตำหนิติเตียน คุณอาจต้องพิจารณาตัวเอง แต่ถ้ามีแค่คนส่วนน้อยที่ไม่ชอบเรา ก็ไม่ควรสิ้นเปลืองพลังงานกับพวกเขา เพราะการที่มีคนไม่ชอบเรามันเป็นเรื่องปกติ เพราะนิสัยใจคอและความชอบ ความไม่ชอบมีความแตกต่างกันอยู่แล้ว

ไม่จำเป็นต้องสนิทแบบครอบครัว

       การสร้างองค์กรที่เป็นเหมือนครอบครัว เป็นภารกิจที่เป็นไปไม่ได้ตั้งแต่ต้น การนำคนแปลกหน้าที่ไม่ได้คิดว่าจะต้องรับผิดชอบชีวิตของอีกคนมาอยู่รวมกันจะทำให้เกิดครอบครัวที่เหนียวแน่นได้อย่างไร

       ครอบครัวในที่ทำงานอาจเกิดขึ้นในหุ้นส่วนที่ทุ่มเทชีวิตของตนให้กันและกัน แล้วร่วมมือสร้างธุรกิจสตาร์ทอัพด้วยกัน พวกเขาต่อสู้ กิน นอน ร้องไห้ และหัวเราะด้วยกันราวกับฉากหนึ่งในภาพยนตร์ ความสำเร็จของใครสักคนในบริษัทก็คือความสำเร็จของธุรกิจที่ร่วมกันสร้างนั่นเอง คุณกำลังฝันถึงองค์กรแบบนี้ใช่มั้ยละ

       แม้มันจะมีอยู่จริง แต่ก็น้อยนิดจนนับมือยังพอ เราจึงต้องเริ่มเปลี่ยนด้วยความคิดของตัวเราที่ต้อง “ทำใจยอมรับ” ความแตกต่างของความชอบ หยุดสร้างความเครียดที่ไม่จำเป็นให้กับคนอื่น ทำหน้าที่ของตัวเองให้ดี อย่าผลักภาระให้คนอื่นในทีม เพียงแค่นี้ก็นับว่าเป็นเรื่องที่ดีในบริษัทแล้ว

Posted on

เด็กจบใหม่ ต่อรองเงินเดือนอย่างไรให้ได้เท่าที่หวัง

      สำหรับนักศึกษาที่จบใหม่ เมื่อถึงเวลาหางานทำ เราเองก็ต้องอยากได้งานที่เหมาะสมกับการเรียนของเราที่จบมาอย่างยากลำบากย่อมมีความคาดหวังจะได้สิ่งแวดล้อมดีๆ เพื่อนร่วมงานดีๆ และที่สำคัญเงินเดือน ค่าตอบแทนต่างๆ และสวัสดิการดิการที่ดี  แต่ว่าคำว่าเด็กจบใหม่อาจจะมีฐานเงินเดือนตรงนั้นอยู่แล้ว ที่เด็กจบใหม่ไม่สามารถต่อลองให้ได้มากกว่านั้นได้ ต่อให้เราเป็นคนที่เรียนเก่ง เพราะก็ถือว่ายังแพ้คนที่มีประสบการณ์ทำงานสูงๆ วันนี้เราจึงมำคำแนะนำมาให้ทุกคนกันว่า จะสามารถต่อรองเงินเดือนให้ได้สูงๆ ต้องทำอย่างไร

      1. เราต้องเริ่มต้นจากการวิเคราะห์ความรู้ความสามารถของตนเองก่อน ต้องหาจุดเด่น จุดด้อย หากเรามีจุดเด่นอะไรให้นำเสนอออกมา เช่น เก่งภาษา เก่งด้านการวางแผน สามารถใช้โปรแกรมออกแบบได้อย่างคล่องแคล่ว สำหรับจุดด้อย ให้นำเสนอตามความเป็นจริง หากแต่แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการปรับปรุงแก้ไข เช่น ไม่ค่อยเก่งเรื่องคำนวน แต่ตอนนี้กำลังศึกษาเพิ่มเติม เพื่อพัฒนาให้สามารถใช้งานได้เป็นอย่างดี เป็นต้น

      2. เราต้องสำรวจอัตราเงินเดือนมาตรฐานในตำแหน่งที่ต้องการสมัคร จากนั้นก็หาข้อมูลของบริษัทที่จะไปสมัคร ลองดูผลิตภัณฑ์ การดำเนินงานในตำแหน่งดังกล่าว ดูความก้าวหน้าในอาชีพ ความมั่นคง และผลประกอบการต่างๆ เพื่อประกอบการตัดสินใจ และมีน้ำหนักในการต่อรองมากยิ่งขึ้น

      3. จัดทำ Resume (ประวัติส่วนตัวและประวัติการทำงาน) ให้ดูกระชับ มีข้อมูลครบถ้วนชัดเจน น่าเชื่อถือ เป็นมืออาชีพ และน่าสนใจ โดยกำหนดเพดานเงินเดือนที่สูงที่สุด ที่คาดว่าเมื่อบริษัทต่อรองแล้วสามารถรับได้ ของตำแหน่งงาน ในบริษัทที่จะไปสัมภาษณ์ (ทั้งนี้ ให้อ้างอิงจากข้อมูลของฐานเงินเดือน ตามที่ได้ไปศึกษามาแล้ว)

      4. เมื่อผ่านขั้นตอนการสัมภาษณ์ หากบริษัทสนใจ ย่อมเกิดการต่อรองเงินเดือนและค่าตอบแทนกันขึ้น ทั้งนี้หากบริษัทให้น้อยกว่าที่ขอไว้ ผู้สมัครงาน อาจหยิบยกเหตุผลโดยให้ความสนใจกับตำแหน่งงานที่ได้รับ ความสามารถและความตั้งใจในการทำงาน แต่ด้วยค่าครองชีพในปัจจุบัน จะเป็นไปได้หรือไม่ ที่จะสามารถให้เงินเดือนและค่าตอบแทนตามที่ระบุไป (หรือลดลงนิดหน่อย ตามที่เห็นสมควรรับได้)

      หากไม่ได้จริงๆ ตามที่ขอไป อาจขอเวลาในการพิจารณาใหม่ ทั้งนี้การขอเงินเดือนในแต่ละที่นั้น ควรคำนึงถึงค่าใช้จ่ายต่างๆ อาทิ ค่าเดินทาง ค่าครองชีพ ค่าออกไปพบลูกค้า ค่าเครื่องแบบการทำงาน รวมถึงผลตอบแทนอื่นๆ ที่ได้รับ อย่างค่า OT ค่าเบี้ยเลี้ยง เบี้ยขยัน โบนัส หรือโอกาสในการอบรม ดูงานอื่นๆ ประกอบกันไปด้วย และหากได้งานดีๆ แล้ว ก็อย่าลืมตั้งใจทำงาน เก็บเกี่ยวประสบการณ์ เพื่อความก้าวหน้า และเพิ่มโอกาสดีๆ ให้กับตนเองในอนาคตด้วย