Posted on

ฉีดวิตามินเข้าทางหลอดเลือด อันตรายไหม

กรมการแพทย์ โดยสถาบันโรคผิวหนัง เตือนการฉีดวิตามินเข้าทางหลอดเลือดอาจเกิดอันตรายถึงชีวิตได้ เพราะทางการแพทย์ยังไม่มียา หรือเวชภัณฑ์ตัวไหนที่มีสรรพคุณทำให้ผิวขาว การนำสารอื่นๆ มาผสมและฉีดเข้าด้วยตัวเอง มีโอกาสติดเชื้อในกระแสเลือดและมีอาการแทรกซ้อนได้

นายแพทย์มานัส โพธาภรณ์ รองอธิบดีกรมการแพทย์ และโฆษกกรมการแพทย์ เปิดเผยว่า ปัจจุบันการฉีดวิตามินเข้าทางหลอดเลือดเป็นที่นิยมกันอย่างแพร่หลายโดยเฉพาะในสถานความงาม โดยเชื่อกันว่าวิธีบริหารวิตามินหรือสารต่างๆ ทางหลอดเลือดดำ จะทำให้ร่างกายได้รับวิตามินหรือสารเหล่านั้นโดยตรง โดยไม่ต้องผ่านกระบวนการดูดซึมที่ระบบทางเดินอาหาร ในปัจจุบันยังไม่มีงานวิจัยที่น่าเชื่อถือที่จะยืนยันถึงประโยชน์ของการฉีดวิตามินเข้าทางหลอดเลือดต่อผิวหนัง

ฉีดวิตามินเข้าทางหลอดเลือด เสี่ยงอันตรายถึงชีวิต
แพทย์หญิงมิ่งขวัญ วิชัยดิษฐ ผู้อำนวยการสถาบันโรคผิวหนัง กรมการแพทย์ ให้คำแนะนำว่า การฉีดวิตามินหรือสารต่างๆ ทางหลอดเลือดดำ อาจทำให้เกิดอันตรายถึงชีวิต จากการมีฟองอากาศในหลอดเลือด การฉีดด้วยอุปกรณ์ที่ไม่สะอาดหรือไม่ได้ใช้วิธีการที่ปราศจากเชื้อ ทำให้เสี่ยงต่อการติดเชื้อ อาจเกิดปฏิกิริยาแพ้ที่รุนแรงได้ ถ้าไม่อยู่ในสถานพยาบาลอาจช่วยชีวิตไม่ทัน 

อาการติดเชื้อจากการฉีดสารต่างๆ เข้าเส้นเลือด หากอุปกรณ์ไม่สะอาดเพียงพอ
อาการเบื้องต้นที่ควรเฝ้าระวังได้แก่ 

  • คลื่นไส้อาเจียน 
  • เวียนศีรษะ 
  • ปวดท้อง 
  • ใจสั่น 
  • เหงื่อแตก 
  • แน่นหน้าอก 
  • หายใจลำบาก 
  • หรือมีผื่นขึ้นทั่วตัว 

นอกจากนี้ การบริหารสารน้ำใดๆ ทางหลอดเลือดดำควรกระทำโดยบุคลากรทางการแพทย์ที่ได้รับใบอนุญาตในการทำหัตถการ มิเช่นนั้นอาจเกิดอันตรายได้ จะเห็นได้ว่าหากการฉีดวิตามินหรือสารต่างๆ ทางหลอดเลือดดำนั้นทำในสถานพยาบาลที่ไม่มีความพร้อมทั้งเครื่องมือและบุคลากรทางการแพทย์ในการเฝ้าระวังและรักษา กรณีเกิดเหตุฉุกเฉินอาจเกิดอันตรายต่อผู้เข้ารับการฉีดได้ หากเกิดเหตุที่จะต้องได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วน

การดูแลผิวพรรณที่ถูกวิธี
การดูแลผิวพรรณที่ถูกวิธีเริ่มต้นจากการทำความสะอาดผิวอย่างถูกวิธี ดื่มน้ำที่เพียงพอ ทาครีมบำรุงตามความจำเป็นเพื่อให้ผิวมีความชุ่มชื้นที่เหมาะสม ลดปัจจัยต่างๆ ที่อาจจะทำลายผิว เช่น หลีกเลี่ยงแสงแดดที่แรงและมลภาวะต่างๆ เป็นต้น  

Posted on

10 คุณประโยชน์เพื่อสุขภาพจากน้ำอ้อยสด เครื่องดื่มรสหวาน

เครื่องดื่มนั้นมีมากมาย และน้ำอ้อยสดก็เป็นเครื่องดื่มรสหวานอย่างหนึ่งที่ผู้คนนิยมดื่มกันมาก เพราะเป็นเครื่องดื่มแสนหวานที่ช่วยคลายร้อนได้เป็นอย่างดี เชื่อว่าน้ำอ้อยสดจะถูกจัดอยู่ในอันดับต้นๆ ที่ทุกคนนึกถึง ซึ่งเครื่องดื่มชนิดนี้ไม่ได้มีความพิเศษเพียงแค่ช่วยดับกระหาย หรือให้กลิ่นที่หอมหวานเท่านั้น แต่ยังอัดแน่นไปด้วยที่ดีต่อสุขภาพอีกด้วย

วันนี้เราจึงมี 10 คุณประโยชน์เพื่อสุขภาพจากน้ำอ้อยสด เครื่องดื่มรสหวาน มาบอกทุกคนกันว่ามีอะไรบ้าง น้ำอ้อยนั้น แม้อาจจะดูเป็นเครื่องดื่มเชยๆ แต่รสชาติและคุณประโยชน์นั้นยอดเยี่ยมจริงๆนะ

1.ดับกระหาย
รสหวานที่ได้จากน้ำตาลที่อุดมอยู่ในอ้อยนั้น มีส่วนช่วยดับกระหายได้เป็นอย่างดี อีกทั้งความเย็นสดชื่นจากน้ำอ้อยยังช่วยคลายร้อนอีกด้วย

2.แก้ไอเจ็บคอ
ในส่วนของการดื่มน้ำอ้อยสดเพื่อแก้อาการไอเจ็บคอนั้น แนะนำให้ดื่มน้ำอ้อยอุ่นๆ แทนน้ำอ้อยเย็นจะดีต่อการรักษามากกว่า

3.ขับเสมหะ
เนื่องจากน้ำตาลในอ้อยมีสารอาหารและวิตามินหลายชนิด รวมทั้งสารต้านอนุมูลอิสระ เช่น โพลีฟีนอล ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยต้านการอักเสบได้ดี และยังช่วยขับเสมหะพร้อมทั้งทำให้ชุ่มคอ

4.ขับปัสสาวะ
สาเหตุที่น้ำอ้อยสดมีส่วนช่วยในการขับปัสสาวะนั้น เนื่องจากมีฤทธิ์ในการขับปัสสาวะอ่อนๆ นั่นเอง ซึ่งการดื่มน้ำอ้อยจะเป็นการกระตุ้นให้ระบบขับถ่ายทำงานได้ดียิ่งขึ้น อีกทั้งยังมีสารต้านอนุมูลอิสระซึ่งมีคุณสมบัติช่วยป้องกันการติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะด้วยเช่นกัน

5.บำรุงร่างกาย
สารต่างๆ ที่อยู่ในน้ำอ้อย เช่น แมกนีเซียม แคลเซียม ธาตุเหล็ก โปรตีน วิตามินเอ วิตามินบี1 วิตามินบี2 วิตามินบี3 วิตามินบี5 และวิตามินบี6 ล้วนเป็นสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกาย มีส่วนช่วยดูแลร่างกายให้แข็งแรง และยังช่วยกระตุ้นการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันไปพร้อมกัน

6.บำรุงหัวใจ
ตามตำรับยาแผนโบราณนั้น  น้ำอ้อยสดมีส่วนช่วยในการบำรุงหัวใจ จึงมักเป็นที่นิยมในการดื่มน้ำอ้อยเพื่อบำรุงหัวใจให้แข็งแรง

7.บำรุงธาตุ
นอกจากน้ำอ้อยสดจะมีส่วนช่วยกระตุ้นให้เกิดการเจริญอาหารแล้วนั้น สารอาหารต่างๆ ในน้ำอ้อยยังช่วยบำรุงธาตุในร่างกายได้อีกด้วย โดยเฉพาะการบำรุงตับ เนื่องจากสารชนิดหนึ่งในน้ำอ้อยจะคอยทำหน้าที่ในการควบคุมระดับของบิลิรูบิน ซึ่งเป็นสารที่เกิดจากการแตกตัวของเซลล์เม็ดเลือดแดง หากร่างกายของคนเรามีสารชนิดนี้มากเกินไปก็อาจทำให้ปัสสาวะและอุจจาระเหลือง และยังเสี่ยงต่อการเป็นโรคดีซ่านอีกด้วย

8.แก้อาการท้องผูก
น้ำอ้อยสดมีฤทธิ์เป็นยาระบายอ่อนๆ ดังนั้นหากมีอาการท้องผูก แนะนำให้ดื่ม 1 แก้วก่อนทานอาหารมื้อเช้าประมาณ 1 ชั่วโมง วิธีนี้ช่วยให้ระบบขับถ่ายทำงานได้ดียิ่งขึ้น

9.เติมพลังงานให้ร่างกาย
เมื่อมีอาการอ่อนเพลีย แนะนำให้ดื่มน้ำอ้อยสดเย็นๆ จะช่วยให้ร่างกายรู้สึกกระปรี้กระเปร่า เนื่องจากน้ำตาลในน้ำอ้อยจะไปเพิ่มระดับน้ำตาลในเลือดจนส่งผลให้ร่างกายมีพลังงานขึ้นมานั่นเอง

10.บรรเทาอาการแพ้ท้อง
สำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ที่มีอาการแพ้ท้อง แนะนำให้ดื่มน้ำอ้อยสดผสมกับน้ำขิงเพียงเล็กน้อย ซึ่งวิธีนี้จะช่วยลดอาการแพ้ท้องได้ดี โดยเฉพาะอาการแพ้ท้องที่เกิดขึ้นในช่วงเช้า

แม้น้ำอ้อยสดจะมีคุณประโยชน์มากมายต่อร่างกาย แต่ก็ควรดื่มในปริมาณที่พอดี และเลือกดื่มเฉพาะน้ำอ้อยที่ไม่ผสมน้ำตาลจะปลอดภัยต่อร่างกายอย่างมาก เนื่องจากปัจจุบันนี้มักมีการเติมน้ำตาลลงไปในน้ำอ้อย ซึ่งหากดื่มบ่อยๆ อาจส่งผลเสียต่อร่างกายได้

Posted on

ประโยชน์ของส้มตำ กินส้มตำอ้วนไหม

สำหรับประเทศไทยนั้น ส้มตำ ถือได้ว่าเป็นอาหารจานหลักเลยทีเดียว เพราะผู้คนนิยมกินกันเป็นจำนวนมาก เพราะด้วยรสชาติที่แซ่บ นัว ทำให้หยุดกินกันไม่ได้เลยทีเดียว แต่หลายคนก็มักจะเกิดข้อสงสัยว่า กินส้มตำอ้วนไหม เพราะส้มตำนั้นเป็นผัก ผักกินแล้วไม่อ้วนนี่ วันนี้เรามาดูกัน

ประโยชน์ของส้มตำ
ส้มตำเป็นเมนูที่มีผักและสมุนไพรอยู่หลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นมะละกอดิบ พริกขี้หนู กระเทียม มะนาว ผลมะกอก มะเขือเทศ ถั่วฝักยาว มะเขือ และยังมีผักสด เช่น ผักบุ้งนา กะหล่ำปลี ถั่วฝักยาว ผักกาดขาว หรือยอดกระถิน เป็นผักแกล้มอีก ซึ่งประโยชน์ของผักต่าง ๆ เหล่านี้ก็มีไฟเบอร์สูง มีสรรพคุณทางยา ช่วยสร้างภูมิต้านทานให้กับร่างกาย ต้านอนุมูลอิสระ และชะลอวัยได้

นอกจากนี้ ปู กุ้งแห้ง หรือปลาร้า ที่ใส่ลงไปในส้มตำ ก็เป็นเนื้อสัตว์ที่ให้โปรตีนและแคลเซียม แต่ทั้งนี้ควรเลือกกินปู ปลาร้า หรือกุ้งที่ทำให้สุกแล้ว และเพื่อให้ได้รับสารอาหารอย่างครบถ้วน จึงควรกินส้มตำควบคู่กับอาหารอื่น ๆ ด้วย เช่น ข้าวเหนียว ขนมจีน ไก่ย่าง หรือลาบต่าง ๆ ซึ่งมีโปรตีนและคาร์โบไฮเดรตที่ทำให้อิ่มท้อง

กินส้มตำลดความอ้วนได้จริงไหม
ส้มตำ 1 จาน ให้พลังงานประมาณ 120 กิโลแคลอรี ซึ่งก็ถือว่าเป็นอาหารแคลอรี่ต่ำ แต่หากกำลังลดน้ำหนักอยู่ควรบอกแม่ค้าไม่ใส่ปู ถั่วลิสง และลดหวาน ลดเค็มด้วยจะดีมาก และไม่ควรกินส้มตำทุกมื้อ ทุกวัน เพราะแม้จะเป็นอาหารแคลฯ ต่ำ แต่ในอีกมุมหนึ่งส้มตำก็เป็นอาหารที่โซเดียมสูงพอตัว ทั้งโซเดียมจากน้ำปลา ปูเค็ม กุ้งแห้ง และผงชูรสแบบจัดหนัก แล้วไหนจะปริมาณน้ำเชื่อม น้ำตาลปี๊บอีก ปัจจัยเหล่านี้แหละที่อาจทำให้ตัวบวมน้ำและน้ำหนักตัวขึ้นได้ ดังนั้นถ้ากำลังลดความอ้วนอยู่ กินส้มตำเพียง 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์ก็พอ หรือหากกินส้มตำปูดองเค็มก็กินเพียงสัปดาห์ละครั้ง

กินส้มตำอย่างสุขภาพดี
การกินส้มตำอย่างปลอดภัยและได้สุขภาพที่ดี ควรคำนึงถึงปัจจัยเหล่านี้เลย

ความสะอาด
ทั้งความสะอาดของวัตถุดิบ เครื่องปรุง และความสะอาดของอุปกรณ์อย่างครก สาก ภาชนะที่ใส่ รวมถึงความสะอาดของสถานที่ด้วย เพื่อหลีกเลี่ยงการปนเปื้อนของเชื้อโรคที่อาจแฝงมาได้ และลดความเสี่ยงกินส้มตำแล้วท้องเสีย อ้อ ! อย่าลืมสังเกตถั่วลิสง กุ้งแห้ง กระเทียม วัตถุดิบที่เป็นของแห้งอื่น ๆ ด้วยนะคะ ของเหล่านี้ควรเก็บอย่างมิดชิด ไม่อยู่ในที่อับชื้น เพราะอาจมีเชื้อราอย่างอะฟลาทอกซินซึ่งเป็นอันตรายต่อตับ และอาจก่อมะเร็งได้

กินตำถาดที่ปลอดภัย
หากเป็นส้มตำถาดควรมีใบตองรอง จานรอง ถาดเป็นถาดสเตนเลสเกลี้ยง ๆ ไม่มีลวดลายและสีสันฉูดฉาด เพราะกรดอย่างน้ำมะนาวหรือน้ำมะขามอาจกัดกร่อนสารตะกั่ว แคดเมียม ที่เป็นโลหะหนักจากถาดสังกะสีที่มีลวดลายต่าง ๆ ได้

ตำกินเอง
หากเราตำส้มตำกินเองเราจะควบคุมทั้งความสะอาด และรสชาติที่ไม่หวานจัด เค็มจัด หรือปริมาณผงชูรสเยอะ ๆ ได้ ดังนั้นหากเป็นคนชอบกินส้มตำมากจริง ๆ ลองตำส้มตำแบบคลีน ๆ โดยไม่ใส่น้ำตาล หรือใส่ปริมาณน้อย เลือกน้ำตาลที่ดีต่อสุขภาพอย่างหญ้าหวาน หรือสารที่ให้ความหวานแทนน้ำตาล รวมไปถึงปรุงรสไม่หวานจัด เค็มจัด และเผ็ดจัด

กินส้มตำแต่พอเหมาะ
อย่างที่บอกว่าไม่ควรกินส้มตำเกินสัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง เพื่อไม่ให้ร่างกายได้รับน้ำตาลและโซเดียมจากส้มตำมากเกินไป และเป็นการเปิดโอกาสให้ร่างกายได้กินอาหารที่หลากหลายด้วย หรือถ้าชอบกินส้มตำปูเค็ม หรือปลาร้า ซึ่งไม่ได้ปรุงสุก ให้กินแค่สัปดาห์ละครั้งก็พอ

ไม่ควรกินส้มตำตอนท้องว่าง
มะละกอดิบมียางที่อาจก่อให้เกิดอาการระคายเคืองต่อเยื่อบุกระเพาะอาหาร อีกทั้งรสจัดจ้านจากพริกและกรดจากน้ำมะนาว น้ำมะขามในส้มตำยังอาจทำให้แสบท้องได้ ดังนั้นจึงไม่ควรกินส้มตำขณะที่ท้องว่าง โดยควรกินข้าวเหนียว ไก่ย่าง หรือขนมจีนรองท้องไปก่อน

เคี้ยวให้ละเอียด
กินส้มตำแต่ละครั้งควรเคี้ยวให้ละเอียด เพราะเส้นมะละกอดิบค่อนข้างย่อยยาก ดังนั้นเพื่อช่วยให้ระบบอาหารย่อยส้มตำได้ง่ายและดีขึ้น ก็อย่ารีบเคี้ยวรีบกลืนส้มตำจนเกินไป

สำหรับคนที่กำลังสงสัยว่า กินส้มตำอ้วนไหม ก็คงได้คำตอบกันไปแล้ว อาหารทุกอย่างเราสามารถกินได้ตามความเหมาะสมกับสุขภาพของตัวเอง อย่างส้มตำก็ไม่ใช่สิ่งยกเว้นนะดังนั้นควรรับประทานอาหารที่ให้คุณค่าทางสารอาหารที่ดี และพยายามกินให้ครบ 5 หมู่ตามสัดส่วนที่ร่างกายต้องการ เพื่อสุขภาพของตัวเราเอง

Posted on

ขนมที่ชาวออฟฟิตกินแล้วไม่อ้วน

สำหรับชาวออฟฟิตนั้นการทำงานอาจจะส่งผลทำให้เครียด บางครั้งเราเลยอาจจะอยากอาศัยขนมหวานมาเป็นพลังงานในการดำเนินชีวิตในแต่ละวัน เพราะชาวออฟฟิตนั้นอาจจะต้องจดจ่อกับงานถึงวันละ 8-9 ชั่วโมงต่อวันเลยทีเดียว ทำให้ผู้ที่อยากจะลดน้ำหนักนั้นกลายเป็นสิ่งที่ทำได้ยาก ไหนจะต้องต่อสู้กับความง่วงในยามเช้า โดยการกินกาแฟ บ่ายมาก็ต้องทนกับความหิวทำให้ต้องหาของจุกจิกกินอยู่ประจำ ทั้งขนมปัง ขนมกรุบกรอบ น้ำหวานต่างๆ 

1. หมากฝรั่ง และลูกอมที่ไม่มีน้ำตาล
ถ้าใครไม่อยากได้แคลอรี่เพิ่มจากของทานเล่น ก็เข้าไปหยิบหมากฝรั่งหรือลูกอม เลือกอันที่ไม่มีน้ำตาล ที่ให้พลังงานเท่าและแคลอรี่พอดีๆ เราจะสามารถกินได้โดยไม่ต้องกังวลว่าจะอ้วนไหม

2. ถั่วชนิดต่างๆ
ถั่ว เป็นแหล่งโปรตีนจากพืชที่คนรักสุขภาพขาดไม่ได้ หลายคนอาจจะคิดว่าถั่วเหล่านี้มีประโยชน์แค่เพียงช่วยทดแทนโปรตีนจากเนื้อสัตว์ และช่วยควบคุมน้ำหนักได้ แต่จริง ๆ แล้วเจ้าถั่วเหล่านี้มีประโยชน์มากมายจนเราคาดไม่ถึง ทั้งสามารถชะลอความแก่ชรา ลดความดันโลหิต และ ยังลดความเสี่ยงโรคมะเร็งอีกด้วย

3. ขนมปังโฮลวีท
ขนมอีกหนึ่งอย่างที่คนทำงานกินแล้วรู้สึกอิ่มนั่นก็คือ ขนมปังนั่นเอง แต่ถ้าจะกินแล้วไม่อ้วน แถมยังมีประโยชน์อีก นั่นก็คือ ขนมปังโฮลวีท เป็นขนมปังที่ทำมาจากเมล็ดพืชต่างๆ เช่น ข้าวโอ๊ต ข้าวบาร์เลย์ ข้าวสาลี หรือธัญพืชไม่ขัดสีชนิดต่างๆ รวมกัน มีใยอาหารสูง ช่วยระบบขับถ่าย ป้องกันโรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง และโรคเบาหวานได้ดีอีกด้วย

บางครั้งคุณเสียเวลาออกกำลังกายเพื่อลดน้ำหนักเหนื่อยแทบตาย แต่สุดท้ายก็ทนความต้องการของตัวเองไม่ไหว จัดขนมชุดใหญ่จนหยาดเหงื่อที่เสียไปแทบจะไร้ความหมาย ที่สำคัญบางครั้งน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นอาจจะไม่ได้มาจากอาหารมื้อหลัก แต่อาจมาจากพฤติกรรมการกินขนมขบเคี้ยวแบบจุบจิบตลอดทั้งวันของคุณ ลองซื้อขนมเหล่านี้ไปกินแก้ง่วงดูนะ จะได้ไม่อ้วน

4. ข้าวโพดคั่ว หรือ ป็อปคอร์น
หากคุณนึกถึงอาหารว่างหรือขนมขบเคี้ยว ให้มองข้ามมันฝรั่งอบกรอบไป แล้วลองหันมามองข้าวโพดคั่วหรือป็อปคอร์นแทน เนื่องจากป็อปคอร์นเป็นขนมที่อุดมไปด้วยใยอาหารและที่สำคัญแคลอรี่ต่ำ แต่ต้องไม่ผสมเนยหรือน้ำมันลงไปในนั้นนะ และหนึ่งเหตุผลที่ป็อปคอร์นกินแล้วไม่อ้วน เพราะป็อปคอร์นจะไปพองในท้องเวลาโดนน้ำ จึงทำให้เรารู้สึกอิ่มได้นาน แต่ไม่ทำให้อ้วน

5. ชาเขียวที่ไม่มีน้ำตาล และกาแฟร้อน
สำหรับคนทำงานนั้นกาแฟถือเป็นเครื่องดื่มที่ขาดกันไม่ได้เลยทีเดียว แต่การดื่มกาแฟควรจะเลือกกาแฟดำที่ไม่เติมน้ำตาลและครีมเทียมลงไป นอกจากจะพลังงานต่ำแล้วยังทำให้คุณสดชื่นได้อีกด้วย นอกจากนี้ยังมีเครื่องดื่มชา ที่นับเป็นเครื่องดื่มสุดโปรดที่หลายคนชื่นชอบไม่น้อยไปกว่ากาแฟ เพราะนอกจากจะให้รสชาติความอร่อยแล้ว เครื่องดื่มชนิดนี้ยังให้ความหอมหวานในแบบที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว

6. ดาร์กช็อกโกแลตฟองดูว์
ทุกคนก็รู้ว่าการกินผลไม้มีประโยชน์ต่อร่างกายอยู่แล้ว แต่ถ้าจะให้กินแต่ผลไม้อย่างเดียวก็คงจะเบื่อ ลองเอาไปดิปกับดาร์กช็อกโกแลตสิ นอกจากจะรสชาติอร่อยแล้ว ยังไม่อ้วนอีกด้วย

7. อาซาอี เบอร์รี่ (Acai Berry)
หลายๆคนอาจจะไม่เคยได้ยินชื่อผลไม้ชนิดนี้ อาซาอี เป็นพืชตระกูลปาล์มจากป่าอเมซอนทางแถบประเทศบราซิลและเปรู ผลไม้ชนิดนี้เป็นที่นิยมของเหล่าคนดังทั่วโลก เพราะไม่เพียงแต่จะมีรสชาติที่คล้ายเบอร์รี่ผสมกับช็อกโกแลตแล้ว ยังให้คุณประโยชน์มากมายแก่คนที่รักสุขภาพและต้องการจะลดน้ำหนักอีกด้วย

Posted on

ควรใช้กาวร้อนลอกสิวหรือไม่ จะสวยจริงหรือ

      การใช้กาวร้อนลอกสิวนั้น จะสวยจริงหรือ กลายเป็นความเชื่อผิด ๆ ของใครๆ หลายคน จึงส่งผลให้ผู้คนที่อยากสวยหน้าใสไรสิวทำตามกันเป็นจำนวนมาก เพื่อหวังลอกสิวเสี้ยนเพื่อแก้ปัญหาผิวหน้าให้สวยใส แต่หารู้ไม่ว่าความเชื่อนี้เป็นความเชื่อที่ผิด เพราะในกาวนั้นมีสารที่เป็นอันตรายต่อผิวหนังอยู่ อาจจะส่งผลเสียร้ายแรงมากกว่าที่ใครหลายคนคิด แพทย์ผู้เชี่ยวชาญจึงได้ออกมาตักเตือนถึงความเชื่อนี้

ผลข้างเคียงของการใช้กาวร้อนลอกสิว

  • ถ้าเป็นผลข้างเคียงระดับน้อย จะได้แก่ ทำให้ผิวหนังบริเวณนั้นระคายเคือง ผิวแห้ง ผิวลอก
  • ถ้าเป็นผลข้างเคียงระดับมาก จะได้แก่ เกิดอาการแพ้สารในกาว น้ำเหลืองไหล มีตุ่มเล็ก พองที่ผิวหนัง คัน หรือผื่นแพ้รุนแรง

การรักษาอาการ

  • ถ้ามีอาการระคายเคืองน้อย ให้ทามอยเจอร์ไรเซอร์หรือครีมบำรุงเพื่อเคลือบผิว จะสามารถหายได้
  • ถ้ามีอาการระคายเคืองมาก ควรรีบไปพบแพทย์ แพทย์จะทำการตรวจหาสารที่คนไข้แพ้ และทำการรักษาตามอาการ อาทิ ใช้ยา ประคบน้ำเกลือ และอื่น ๆ

ผลกระทบจากกาวร้อนลอกสิว
    หากเกิดอาการแพ้ครั้งแรก อาจจะทำให้เกิดการแพ้ในครั้งถัดไป และไม่สามารถสัมผัสกับวัตถุที่มีสารชนิดเดียวกันกับในกาวได้อีก เช่น พลาสเตอร์ปิดแผล รองเท้าที่มีการประกอบด้วยกาว และอื่น ๆ