Posted on

ประโยชน์และสรรพคุณของเกาลัด

เกาลัดเป็นพืชจำพวกถั่ว หรือพืชเมล็ดเปลือกแข็งที่มีคาร์โบไฮเดรตหรือแป้งเป็นส่วนประกอบหลัก ซึ่งมันให้ไขมันแถมยังอุดมไปด้วยวิตามินบี มีแร่ธาตุ โพแทสเซียมและกรดโฟลิกอีกด้วย เช่นเดียวกับถั่วจำพวกอัลมอนด์และเม็ดมะม่วงหิมพานต์นั่นเองค่ะ ที่สำคัญเกาลัดสามารถกระตุ้นการทำงานของร่างกาย ช่วยให้ร่างกายมีเรี่ยวแรง ลดอาการปัสสาวะกะปริดกะปรอย ช่วยบำบัดอาการชาตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย หรือเมื่อขาไม่มีเรี่ยวแรง สำหรับอาการหายใจไม่สะดวก หายใจติดขัด หอบหืด ไอ เกาลัดก็สามารถช่วยอาการเหล่านี้ให้ดีขึ้นได้

แค่นั้นยังไม่พอ เกาลัดช่วยแก้อาการท้องเสียสำหรับเด็ก ถือเป็นสิ่งที่พ่อแม่หลายๆ ท่านควรรู้เอาไว้ เพื่อใช้รักษาอาการท้องเสียของลูกๆ ได้ ไม่เพียงแต่เท่านี้ เกาลัดยังช่วยกระตุ้นการทำงานของไต ม้าม และกระเพาะอาหาร ลดอาการเจ็บปวดจากโรคริดสีดวงทวาร ช่วยห้ามเลือด ทำให้เลือดกำเดาหยุด แก้ภาวะอาเจียนเป็นเลือดหรือถ่ายอุจจาระเป็นเลือดได้เช่นกัน

ประโยชน์และสรรพคุณของเกาลัด

  • ช่วยบำรุงไต ม้าม และกระเพาะอาหาร
  • ช่วยบำรุงกล้ามเนื้อ กระดูก และฟัน โดยเฉพาะในเด็กและผู้ป่วยที่ร่างกายอ่อนแอ
  • ช่วยบำรุงสมอง และระบบประสาท
  • ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย
  • ช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด
  • ช่วยควบคุมความดันโลหิต
  • ช่วยบำรุงหัวใจ
  • ช่วยบำรุงเลือด (เซลล์เม็ดเลือดแดง ป้องกันโลหิตจาง)
  • ช่วยต้านอนุมูลอิสระ (ปกป้องคุ้มครองเซลล์ต่างๆ ในร่างกาย ต้านมะเร็ง และต้านความแก่ชรา)
  • ช่วยในเรื่องการขับถ่าย บรรเทาอาการท้องผูก
  • ช่วยแก้ไอ และละลายเสมหะ
  • ช่วยในการเผาผลาญพลังงานในร่างกาย (ช่วยลดความอ้วนได้ ถ้ากินในปริมาณที่เหมาะสม)
  • ช่วยบำรุงผิวพรรณและเส้นผม ให้มีสุขภาพดี
Posted on

วิธีการทำละลายเนื้อสัตว์แช่แข็ง ด้วย 4 วิธีง่ายๆ 

การทำละลายเนื้อสัตว์แช่แข็ง เพื่อเตรียมใช้ประกอบอาหารนั้น มีหลายวิธี ซึ่งแต่ละวิธีจะมีความเฉพาะให้ผลต่างกัน วันนี้เราจึงมีวิธีการทำละลายเนื้อสัตว์แช่แข็ง ด้วย 4 วิธีง่ายๆ มาฝากให้เพื่อนๆ ได้ทราบ และลองนำไปใช้กัน

​การละลายเนื้อสัตว์แช่แข็งมีหลายวิธี  ตั้งแต่แบบที่ใช้เวลาแค่ 2 นาที จนถึง 24 ชั่วโมง หรือแม้กระทั่งการนำมาทำอาหารเลยโดยไม่ต้องละลายก็ทำได้เช่นกัน อย่างไรก็ตาม ทุกแบบก็มีเงื่อนไขที่แตกต่างกันไป

วิธีที่ 1 นำมาทำอาหารเลยโดยไม่ละลาย

ข้อดี : สะดวก รวดเร็ว
​ข้อเสีย : ทำได้แค่บางเมนู
เวลาที่ใช้ : 0
เราสามารถนำเนื้อสัตว์แช่แข็งไปปรุงสุกทันที โดยไม่ผ่านการละลายเลยก็ได้ แต่ใช้ไม่ได้กับทุกเมนู โดยเมนูที่เหมาะสมคือ การนึ่ง อบ หรือต้ม ที่เป็นการปรุงนานบนความร้อนไม่สูง ทำให้เนื้อสุกได้อย่างทั่วถึง จากภายนอกจนถึงภายใน

วิธีการคือ ให้นำเนื้อสัตว์แช่แข็งออกจากถุง นำมาล้างน้ำเย็นก่อน โดยเปิดน้ำให้ไหลผ่านจนทั่วสักพัก  เพื่อเป็นการลดความเย็นลงจากจุดเยือกแข็ง เสร็จแล้วก็ซับให้แห้ง และรีบนำไปทำอาหารเลยทันที

เมนูที่ไม่ควรทำคือ การย่าง และการทอด เพราะเป็นการใช้ความร้อนสูงและเร็ว ทำให้เนื้อสุกแต่ข้างนอก โดยที่ข้างในอาจจะยังแข็งอยู่ แต่ถ้าอยากลองย่างก็พอทำได้ โดยให้วางอาหารทะเลบนแผ่นฟอยล์ ทาน้ำมันและใส่เครื่องปรุงรสที่ต้องการ แล้วห่อฟอยล์ให้มิดชิดก่อนนำไปย่าง

วิธีที่ 2 ละลายในตู้เย็น

​​ข้อดี : รักษารสชาติและเนื้อสัมผัสของอาหารทะเลได้ดีที่สุด  และสามารถเก็บไว้ในตู้เย็นได้อีกประมาณ 3 วัน
​​ข้อเสีย : ใช้เวลานาน
เวลาที่ใช้ : 24 ชั่วโมงขึ้นไป

วิธีนี้ทุกคนยอมรับว่าดีที่สุด แต่เราก็ต้องวางแผนการทำอาหารไว้ล่วงหน้า เพราะต้องใช้เวลาละลายไม่ต่ำกว่า 1 วัน มากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับขนาดของอาหารทะเลนั้นๆ

วิธีการคือ ให้นำเนื้อสัตว์แช่แข็งมาแช่ในตู้เย็นช่องปกติ โดยจะคงไว้ในถุงซีลที่ทางร้านบรรจุมา หรือจะนำออกมาห่อฟิล์มใหม่ก็ได้ และให้หาชามมารองไว้ด้วย เพื่อไม่ให้น้ำหยดไปใส่อาหารชนิดอื่นในตู้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ควรระวังอย่างมาก เพราะอาหารที่โดนน้ำจากเนื้อสดจะเสี่ยงต่อเชื้อโรค  จึงต้องทิ้งไปเท่านั้น

เมื่อละลายเรียบร้อยแล้ว ก่อนนำไปทำอาหารให้เช็คสภาพของเนื้อดูว่าสมบูรณ์ดีหรือไม่  เนื้อที่สดจริงๆ และได้รับการแช่แข็งมาอย่างดี จนถึงการละลายอย่างถูกต้อง จะเหมือนกับเนื้อสดทุกประการ  ไม่ว่าจะเป็นกลิ่นที่จะต้องสด ไม่ใช่กลิ่นคาวแรงๆ เนื้อที่ต้องมีความยืดหยุ่น ไม่แข็งหรือเละ และสีของเนื้อ ก็ต้องเป็นสีปกติ ไม่มีรอยคล้ำตำหนิใดๆ

เมื่อเช็คอาหารของเราว่ามีสภาพสมบูรณ์ดีแล้ว ก็สามารถนำมาทำอาหารได้ตามปกติ ส่วนที่เหลือก็สามารถแช่เย็นเก็บไว้ได้ถึง 3 วัน แต่ก็จะมีเงื่อนไขต่างๆ ของการแช่ ซึ่งเราจะอธิบายให้ในส่วนถัดไป

วิธีที่ 3 ละลายในน้ำเย็น 

ข้อดี : รักษารสชาติและเนื้อสัมผัสของอาหารได้ดี ทั้งยังใช้เวลาไม่นานมาก
​ข้อเสีย : ต้องหมั่นเช็คเรื่อยๆ ระหว่างการละลาย  และต้องปรุงสุกให้หมดในครั้งเดียว
เวลาที่ใช้ : 1-3 ชั่วโมง

วิธีการคือ ให้ใส่เนื้อสัตว์ในถุงซิปล็อก  ปิดให้เรียบร้อย  แล้วจึงนำไปแช่ในน้ำเย็น (ตรวจเช็คสภาพถุงให้ดีก่อนแช่ ไม่ให้น้ำเข้าไปในถุงได้) ควรหาอะไรมาวางทับด้านบนด้วย  เพื่อให้ถุงอาหารจมลงไปในน้ำทั้งหมด

การละลายจะใช้เวลาประมาณ 1-3 ชั่วโมง  ขึ้นอยู่กับขนาด แต่ให้หมั่นเช็คทุก 15 นาที  โดยใช้นิ้วกดดูเรื่อยๆ ว่าเนื้อยืดหยุ่นหรือยัง  ถ้ายังแข็งอยู่ก็ให้ทิ้งไว้ต่อไป และจะต้องคอยเปลี่ยนน้ำให้เย็นอยู่ตลอดเวลา

การละลายวิธีนี้ต้องนำเนื้อมาปรุงสุกเลยทั้งหมด แม้จะทานไม่หมดในครั้งเดียวก็ให้ปรุงสุกทั้งหมดก่อน  แล้วค่อยแบ่งไปแช่เย็นหรือแช่แข็งเก็บไว้  เพราะการนำเนื้อสดกลับไปแช่อีกจะทำให้เกิดแบคทีเรียได้

​*ย้ำอีกครั้งว่า น้ำที่ใช้แช่ต้องเป็นน้ำเย็น ห้ามแช่ในน้ำอุ่นเด็ดขาด เพราะจะทำให้ละลายเร็วเกินไปอาหารจะเสียรสชาติตามธรรมชาติ และอาจทำให้ผิวด้านนอกเกิดแบคทีเรียก่อนที่เนื้อด้านในจะละลายอีกด้วย

​วิธีที่ 4 ละลายในไมโครเวฟ  

ข้อดี : สะดวก รวดเร็ว
​ข้อเสีย : ต้องนำมาปรุงสุกเลยทันที  และเนื้อสัมผัสอาจไม่ดี 100%  เหมือนสองวิธีแรก
เวลาที่ใช้ : 2-3 นาที

ถ้าต้องการทำอาหารเลยทันที ก็สามารถละลายเนื้อสัตว์แช่แข็งในไมโครเวฟได้ โดยให้นำอาหารออกจากบรรจุภัณฑ์ของทางร้าน ใส่ลงในภาชนะสำหรับไมโครเวฟ นำใส่ไมโครเวฟตั้งโหมด defrost  และตั้งเวลาสัก 2-3 นาที ขึ้นอยู่กับขนาดของอาหาร แต่เราจะต้องเปิดเช็คบ่อยๆ ประมาณทุก 45 วินาที เนื่องจากเนื้อจะต้องไม่สุกในไมโครเวฟโดยเด็ดขาด เพราะจะทำให้เนื้อเสียความชุ่มชื้นจนเหนียว เราจึงต้องเปิดเช็คเรื่อยๆ โดยใช้นิ้วกดดู เนื้อที่ละลายเรียบร้อยแล้วจะเปลี่ยนจากแข็งเป็นนุ่ม ยืดหยุ่น เหมือนเนื้อสดทั่วไป แต่จะยังเย็นอยู่ ไม่ได้ถูกเปลี่ย อุณหภูมิไปจนอุ่น หากกดดูแล้วนุ่มก็ให้นำออกมาทำอาหารเลยทันที  แต่ถ้ายังแข็งก็ทิ้งไว้ในไมโครเวฟต่อ แล้วเช็คดูทุก 45 วินาทีตามที่บอก

​เช่นเดียวกับการแช่ในน้ำเย็น การละลายในไมโครเวฟนั้นเราต้องนำมาปรุงสุกให้หมดทันที และถ้าจะนำกลับไปแช่เย็นหรือแช่แข็งอีกรอบ ก็จะต้องแช่แบบสุกแล้วเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม หากไม่มั่นใจหรือไม่คุ้นเคยกับเนื้อสัตว์แช่แข็งมาก่อนเลย ก็ควรนำไปละลายก่อนทำอาหารจะดีที่สุด สำหรับ วิธีการทำละลายเนื้อสัตว์แช่แข็ง ด้วย 4 วิธีง่ายๆ ที่เรานำมานั้นหวังว่าเป็นวิธีที่ทุกคนสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง

Posted on

รีวิวเพื่อนกินข้าวของฉัน

มาพบกับรีวิวเพื่อนกินข้าวของฉัน

               อันดับแรกเราขออธิบายขยายความให้ทุกคนได้เข้าใจในสิ่งที่เรากำลังจะมารีวิวก่อนนะว่า จุดประสงค์ของเราคือ เราอยากให้ใครก็ตามที่กำลังเบื่ออาหาร ไม่ค่อยอยากจะกินข้าว ไม่ค่อยกินผัก หรือกินแต่ละมื้อก็กินได้แค่นิดเดียว ดังนั้นในวันนี้เราจึงอยากจะพาเพื่อน ๆ ไปทำความรู้จักกับเพื่อนกินข้าวของเรา  ซึ่งเราจะหาดูได้จากช่องทาง เฟสบุค(Facebook) และยูทูป(Youtube)  เชิญรับชมได้เลยจ้า

1.ช่องกินไปไทยหรั่ง (ยายนาง)

ช่องนี้เป็นช่องที่ทั้งกินอาหาร ทั้งสอนวิธีทำอาหาร เจ้าของช่องชื่อ ยายนาง  ยอดผู้ติดตามในเฟสบุค(Facebook)ในปัจจุบันนี้มีทั้งหมด 1,018,589 คน และทางยูทูป(Youtube)  ในปัจจุบันมีผู้ติดตามทั้งหมด 1,460,000 กว่าคน ยายนางเป็นคนไทย ที่ไปอาศัยอยู่ในต่างประเทศมาเป็นเวลากว่า 20 ปี ปัจจุบันอาศัยอยู่ที่ประเทศเดนมาร์ก ยายนางเป็นคนที่ทำอาหารได้น่ากินมาก ยิ่งเวลายายนางกินยิ่งอร่อย โดยส่วนตัวเราเริ่มติดตามยายนางตั้งแต่ช่องมีคนติดตามแค่หนึ่งแสนกว่าคน เราติดใจยายตั้งแต่ตอนที่ยายกินหอยนางรม และเราเป็นคนโรคจิตประเภทหนึ่งที่จะชอบดูเวลาที่กำลังจะเข้านอนแล้ว ฮ่า ๆ ดูแล้วทำให้อยากกินเดี๋ยวนั้นเลย ยายไม่ใช่แค่มากินโชว์ให้พวกเราได้ดูอย่างเดียวนะ หลาย ๆ ตอนก็สอกแทรกเนื้อหาสาระได้อยู่พอสมควร มีเคล็ดลับการทำอาหาร แถมยายนางยังเป็นคนน่ารัก พูดจาไพเราะ บางครั้งยายก็พาออกไปเก็บเห็ด พาไปหาหอยนางรม พาไปจับปู หากใครยังไม่เคยดู ลองไปรับชมกันที่ช่อง กินไปไทยหรั่งนะคะ รับรองว่าท่านดูแล้วจะติดใจแบบเรา

2.หนูนาสวีเดน แฟนเพจ(Noona Sweden)

ใครที่ยังไม่เคยกินผักมาก่อนเลย อยากลองกิน แต่ก็ยังกล้า ๆ กลัว ๆ อยู่ ขอเรียนเชิญมาดูช่องนี้อย่างเร่งด่วนเลยจ้า เจ้าของช่องชื่อ ยายนาง แต่ชื่อช่องคือชื่อของลูกสาวคนเล็กของยายนะคะ ยอดผู้ติดตามในเฟสบุค (Facebook) ในปัจจุบันนี้มีทั้งหมด 3,433,349 คน และทางยูทูป (Youtube)  ในปัจจุบันมีผู้ติดตามทั้งหมด 560,000 กว่าคน ยายนีเป็นคนไทยที่ไปอาศัยอยู่ในต่างประเทศ ปัจจุบันอาศัยอยู่ประเทศสวีเดน เราเริ่มรู้จักช่องยายหนูนาสวีเดนแฟนเพจเมื่อ 5 ปีที่แล้ว เราเห็นใครหลาย ๆ คนในเฟสบุค (Facebook) แชร์ผู้หญิงคนหนึ่งที่กินส้มตำได้อย่างเอร็ดอร่อย เราจึงเข้าไปส่อง นับตั้งแต่วันนั้นก็ติดใจ ต้องดูก่อนนอนทุกวัน หรือหากมีเวลาว่างก็ต้องเปิดดู เหมือนเป็นกิจวัตรประจำวันไปซะแล้ว ยายนีชอบกินอาหารอีสานเป็นชีวิตจิตใจ เราชอบนะคนที่ไม่ลืมถิ่นกำเนิดของตัวเอง บางคนอาจจะแอนตี้ที่ยายนีใช้มือหยิบอาหารกิน แต่สำหรับเรา เราว่าทำให้นึกถึงสมัยก่อน ที่ไม่มีช้อนกินข้าว ใช้มือกินก็อร่อยดี เราชอบช่องนี้เพราะว่าทำให้เรารู้จักชื่อของผักไทยหลายชนิด และทำกินผักได้เก่งกว่าเมื่อก่อน หากใครอยากกินผักเก่ง ๆ แนะนำช่องนี้เลยนะคะ รับรองว่าถ้าท่านดูแล้ว ท่านจะเจริญอาหารอย่างแน่นอน

3.อิหล่า พากิน

ช่องอิหล่าพากิน เป็นช่องที่นำเสนอการกินโชว์แบบกึ่งASMR เน้นเสียงดังและท่าทาง เพื่อตอบสนองกระตุ้นความอยากให้คนเบิ่งคนชมมีอารมณ์ร่วม จนอยากกินตาม ขอแนะนำให้ใส่หูฟังในการดูช่องนี้นะคะ เพราะจะได้อรรถรสในการรับชมมาก ช่องอิหล่าพากิน ยอดผู้ติดตามในเฟสบุค (Facebook) ในปัจจุบันนี้มีทั้งหมด 332,598 คน และทางยูทูป (Youtube)  ในปัจจุบันมีผู้ติดตามทั้งหมด 647,000 กว่าคน

4.ช่องHagna channel

 

ช่องHagna channel  ปัจจุบันมียอดผู้ติดตามในเฟสบุค (Facebook) ในปัจจุบันนี้มีทั้งหมด 1,982,386 คน และทางยูทูป (Youtube)  ในปัจจุบันมีผู้ติดตามทั้งหมด 1,220,000 กว่าคน ถือว่าเป็นช่องที่ถูกใจคนอีสานอย่างมาก เพราะส่วนใหญ่จะเป็นของดิบ มีอาหารหลากหลายสไตล์อีสาน และเวลาพูดจะพูดเป็นภาษาอีสาน เราไม่ชอบกินของดิบ แต่ไม่รู้ทำไมถึงชอบดูพี่บ่าวท้าวกิน ฮ่า ๆ ไม่อยากพูดหลาย ไปติดตามชมโลดเด้อ

5.แซ่บอีสาน บ้านๆbyเจ้ย

ช่อง แซ่บอีสาน บ้านๆbyเจ้ย ปัจจุบันมียอดผู้ติดตามในเฟสบุค (Facebook) ในปัจจุบันนี้มีทั้งหมด 2,843,616 คน และทางยูทูป (Youtube)  ในปัจจุบันมีผู้ติดตามทั้งหมด 493,000 กว่าคน จริตจะกร้านมาเต็มจ้ะช่องนี้ กินก็อร่อย คุยเก่ง นึกว่ามาดูตลก ลองไปติดตามกันดูนะจ๊ะ

 

Posted on

เจียวไข่มดแดงทอดหอมๆกับแกงส้มสูตรเด็ด

                   วันนี้เดี๊ยนขอนำเสนอเมนูนี้เป็นอาหารที่หาทานยากมากกกกกกก ก.ไก่ล้านตัว เป็นอาหารพื้นบ้านภาคอีสาน ส่วนเคล็ดลับความอร่อยนั้นอยู่ที่การปรุงรสชาติ และ เทคนิคขิงการทอดไข่เจียวให้นุ่มฟูหอมน่ารับประทาน สูตรไข่เจียวนี้ใส่ไข่มดแดงนี้มีส่วนผสมและขั้นตอนการทำเข้าใจง่าย เหมาะสำหรับคนรักการทำอาหาร เมนูไข่เป็นอย่างมากค่ะ ซึ่งเมนูนี้มีชื่อว่า เจียวไข่มดแดงทอดหอมๆกับแกงส้มสูตรเด็ด หรือที่เรียกง่ายๆ แบบเข้าใจภาษาบ้านๆว่า แกงส้มไข่เจียวทอดใส่ไข่มดแดงค่ะ

สิ่งที่ต้องเตรียม

  • ไข่มดแดง 1/4 ถ้วยตวง
  • ไข่ไก่ 3 ฟอง
  • มะละกอ ประมาณ 3 ถ้วยตวง
  • น้ำเปล่า 2 ถ้วยตวง
  • คนอร์ก้อน 1 ก้อน
  • น้ำปลา, น้ำตาลปี๊บ, น้ำมะขามเปียก, ซีอิ๊ว ใช้ปรุงรสตามชอบ

วิธีทำ

  • นำมะละกอมาปอกเปลือกแล้วนำไปล้างและหั่นเตรียมไว้
  • นำพริกชี้ฟ้าแห้งไปแช่น้ำ นำหัวหอมแดง ขมิ้น ตะไคร้ ระกำมาหั่น ปอกเปลือกกระเทียมเตรียมไว้
  • โขลกพริกชี้ฟ้าแห้งกับเกลือพอหยาบ ตามด้วยพริกขี้หนูสด ขมิ้น ตะไคร้ ระกำ ตำให้ละเอียดแล้วใส่กะปิคลุกเคล้าให้เข้ากัน
  • ต้มน้ำให้เดือดแล้วนำพริกแกงส้มมาละลาย รอจนเดือด
  • นำไข่มดแดงไปล้างน้ำให้สะอาด สะด็ดน้ำพักไว้
  • ตอกไข่ใส่ชาม ตีให้ไข่แตก แล้วนำไข่มดแดงที่ล้างสะอาดแล้วมาใส่ลงในไข่ คนให้เข้ากัน
  • ตั้งกระทะใส่น้ำมันให้ร้อน แล้วนำไข่ลงไปทอดจนสุก แล้วพักไว้
  • เมื่อน้ำแกงส้มเดือดแล้วจึงนำมะละกอมาใส่
  • นำไข่เจียวไข่มดแดงมาหั่นเป็นคำๆ ให้สวยงามแล้วใส่ลงไปในแกงส้ม ปรุงรสด้วยน้ำมะขามเปียก น้ำปลา ซีอิ๊ว
  • เสิร์ฟพร้อมข้าวสวยและผักเคียงเป็นสะตอและแตงกวา