Posted on

บ้าน กับ คอนโด แบบไหนดีกว่ากัน และควรเลือกซื้ออย่างไร 

ปัญหาโลกแตกสำหรับหลายคนก็คือกำลังคิดว่า บ้าน กับ คอนโด แบบไหนดีกว่ากัน และควรเลือกซื้ออย่างไร เพราะการมีที่อยู่อาศัยนั้นเป็นสิ่งจำเป็นมาก แต่บ้านกับคอนโดนั้นก็มีราคามากพอกัน แต่บางอย่างก็อาจจะรู้สึก แต่บางอย่างก็ยังไม่รู้สึกชอบ จนทำให้เกิดความลังเล กว่าหากต้องการมีที่อยู่อาศัยสักที่ นั้นจะเลือกบ้านหรือคอนโดดี

แต่คำว่าดี ของแต่ละคนนั้นก็มีนิยามต่างกันไปตามความต้องการของชีวิต ทั้งเรื่องการเดินทาง จำนวนสมาชิกครอบครัว รวมไปถึงไลฟ์สไตล์ของผู้อยู่อาศัยเอง เราจึงได้รวบรวมสิ่งสำคัญ ที่ทุกคนควรศึกษาให้รอบคอบ ก่อนตัดสินใจซื้อบ้านหรือคอนโดสักแห่งมาฝาก จะมีอะไรบ้าง ไปดูกันเลย

1. ทำเล
ไม่ว่าจะซื้อคอนโดหรือบ้าน ทำเลก็เป็นสิ่งแรกที่ควรใส่ใจเสมอ คอนโดส่วนมากมักจะตั้งอยู่กลางเมือง และตามแนวรถไฟฟ้า ซึ่งสามารถเข้าถึงขนส่งสาธารณะได้ง่ายกว่า จึงเหมาะกับคนที่ต้องทำงาน หรือชอบใช้ชีวิตในเมืองโดยไม่อยากเสียเวลารถติด แม้จะวุ่นวายบ้าง แต่เรื่องความสะดวกและความคล่องตัวไม่เป็นรองใครแน่นอน

แต่สำหรับใครที่มีรถยนต์ส่วนตัว และชอบความเงียบสงบ หมู่บ้านแถบชานเมืองน่าจะเป็นตัวเลือกที่ตอบโจทย์มากกว่า ไม่ต้องกังวลเรื่องที่จอดรถ หลังเลิกงานหรือวันหยุดก็ใช้เวลาส่วนตัวได้อย่างเต็มที่ มีอิสระมากกว่าซื้อคอนโดครับ แต่ข้อเสียคืออาจจะต้องเผื่อเวลาการเดินทาง และค่าน้ำมันรถที่ต้องจ่ายเพิ่มกว่าปกตินั่นเอง

2. พื้นที่ที่เหมาะสม
ข้อแตกต่างระหว่างการซื้อบ้านหรือคอนโด คือพื้นที่ที่ลงตัวกับไลฟ์สไตล์ ถ้าเป็นคนโสดหรืออยากมีพื้นที่ส่วนตัว ที่อยากจะมีพื้นที่เล็ก ๆ เป็นของตัวเอง โดยไม่ต้องเหนื่อยดูแลหรือทำความสะอาดมากนัก  หรือมีคอนโดไว้สำหรับพักผ่อนอย่างเดียว ไม่ได้เน้นฟังก์ชันของพื้นที่มาก การซื้อคอนโดสักห้องหนึ่งก็น่าจะเป็นตัวเลือกที่ดีกว่า

แต่ถ้าเป็นคนมีครอบครัวหรือสัตว์เลี้ยง และต้องการพื้นที่ในการทำกิจกรรมร่วมกับคนรัก การซื้อบ้านสักหลังก็ถือเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า นอกจากจะมีพื้นที่อยู่อาศัยเพิ่มขึ้นกว่าคอนโดแล้ว โครงการบ้านแถบชานเมืองยังมีพื้นที่สำหรับสวนขนาดใหญ่หรือลานอเนกประสงค์ให้คนทุกเพศทุกวัยได้ใช้สอย และพาสัตว์เลี้ยงไปเดินเล่นด้วย

3. งบประมาณต้องพอดี
สิ่งที่เหมือนกันระหว่างการซื้อบ้านหรือคอนโด คือราคาที่ค่อนข้างหลากหลาย แตกต่างกันไปตามทำเล พื้นที่ใช้สอย และวัสดุที่ใช้ก่อสร้าง โดยราคาของคอนโด 1 ห้องนอน ในโซนกรุงเทพฯ ชั้นนอกจะเฉลี่ยอยู่ที่ 1 – 2.5 ล้านบาท หากอยู่ในโซนกรุงเทพฯ ชั้นในจะอยู่ที่ 3 – 4.5 ล้านบาท ส่วนคอนโดระดับ Super Luxury จะราคาเริ่มต้นอยู่ที่ 8.5 – 10 ล้านบาท ทั้งนี้ ปัจจัยหลักของราคาคอนโดจะขึ้นอยู่กับ Seqment ของโครงการนั้น ๆ และทำเลของสิ่งอำนวยความสะดวกรอบ ๆ โครงการ

สำหรับบ้านแถบชานเมือง บ้านแบบทาวน์โฮมจะมีราคาเริ่มต้นอยู่ที่ประมาณ 1.5 – 3.5 ล้านบาท สัดส่วนของทาวน์โฮมจะเป็นพื้นที่ขนาดปานกลาง เหมาะสำหรับคนที่กำลังเริ่มสร้างรากฐานครอบครัว แต่ถ้าเป็นบ้านเดี่ยว ราคาเริ่มต้นอยู่ที่ประมาณ 5 – 7.5 ล้านบาท ข้อดีคือมีความเป็นส่วนตัว และมีพื้นที่ใช้สอยค่อนข้างเยอะ สามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างคุ้มค่า อย่างไรก็ลองพิจารณาหาข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อประกอบการตัดสินใจ หรือจะลองหาซื้อคอนโดหรือบ้านมือสอง ก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่จะช่วยลดค่าใช้จ่ายลงได้

4. ส่วนกลางที่ตอบโจทย์
ไม่ว่าจะซื้อบ้านหรือคอนโด พื้นที่ส่วนกลางก็เป็นอีกสิ่งที่เราไม่ควรละเลยครับ แม้คอนโดจะมีพื้นที่น้อยเมื่อเทียบกับโครงการบ้าน แต่ก็มักมีกิจกรรมให้เลือกหลากหลายกว่า เช่น มีทั้งฟิตเนส สระว่ายน้ำ ห้องสตีม-ซาวน่า หรือห้องสมุด ที่มาพร้อมกับวิวสวย ๆ จากบนตึก เพียงแค่กดลิฟต์ขึ้น – ลง ก็เข้าถึงได้โดยง่ายดาย

สำหรับส่วนกลางของโครงการบ้าน แม้จะไม่มีความหลากหลายเท่ากับคอนโด แต่เรื่องพื้นที่แนวราบถือว่าค่อนข้างได้เปรียบ โดยส่วนมากจะมี Co-Working Space หรือ Clubhouse ที่ค่อนข้างใหญ่ และมีความเป็นส่วนตัวเพราะคนน้อยกว่า รวมถึงพื้นที่สีเขียวโดยรอบ ที่เหมาะกับการทำกิจกรรมกลางแจ้งอย่างวิ่งหรือปั่นจักรยานร่วมกันกับลูกบ้าน ท่ามกลางบรรยากาศที่ปลอดโปร่ง มีกลิ่นอายของธรรมชาติ ต่างจากคอนโดที่สังคมส่วนใหญ่ค่อนข้างสันโดษและให้ความสำคัญ

5. คุ้มค่ากับการลงทุน
เลือกซื้อคอนโดหรือบ้านดีสำหรับลงทุนในอนาคต เมื่อเทียบกันในระยะยาวแล้ว คอนโดมีแนวโน้มที่จะปล่อยเช่าหรือขายต่อได้ง่ายกว่าบ้าน ยิ่งเป็นคอนโดทำเลติดรถไฟฟ้า ใกล้ย่านธุรกิจ หรือสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ก็ยิ่งมีโอกาสทำกำไรได้ในอนาคต ถือเป็น Passive Income ที่เหมาะกับคนรุ่นใหม่เป็นอย่างยิ่ง

สำหรับบ้าน แม้โอกาสปล่อยเช่าหรือขายต่อจะไม่สูงเท่ากับคอนโด แต่ก็มาพร้อมที่ดินที่กว้างกว่า สามารถเปลี่ยนแปลงและปรับแต่งฟังก์ชันได้หลากหลาย สามารถทำเป็นโฮมออฟฟิศ สตูดิโอ หรือร้านอาหารเล็ก ๆ ของตัวเองได้ในอนาคต

สำหรับ บ้าน กับ คอนโด แบบไหนดีกว่ากัน และควรเลือกซื้ออย่างไร นั้น ทั้งสองอย่างต่างมีข้อดีต่างไป การเลือกซื้อบ้านหรือคอนโดนั้น ล้วนขึ้นอยู่กับความพึงพอใจของผู้ซื้อ หากสะดวกแบบไหนมากกว่า ก็สามารถเลือกซื้อแบบนั้นได้เลย แต่ก็ควรตรวจสอบให้ดีก่อนตัดสินใจ

Posted on

แมววิเชียรมาศ กับสิ่งที่คุณอาจยังไม่รู้

สำหรับแมววิเชียรมาศนั้น เป็นแมวสัญชาติไทยที่โด่งดังและเป็นที่รักใคร่ของผู้คนทั่วโลก เพราะพวกมันมีลักษณะท่าทางที่น่ารัก ขี้เล่น หากใครได้เลี้ยงดูหรือพบเจอจะต้องตกหลุมรักอย่างแน่นอน

วันนี้เราจึงมีบทความ แมววิเชียรมาศ กับสิ่งที่คุณอาจยังไม่รู้ มาฝากกัน เพื่อคุณจะได้รู้จักตัวตนของเจ้าเหมียววิเชียรมาศกันมากขึ้น แต่ระวังจะตกหลุมรักจนต้องไปหามาครอบครองไว้สักตัวล่ะ

1. เป็นเจ้าเหมียวช่างพูด
แมววิเชียรมาศขึ้นชื่อเรื่องการส่งเสียงร้อง จนมันได้รับการขนานนามว่าเป็นแมวที่พูดมากที่สุดในประเทศฝั่งอเมริกาหรือยุโรปเลยนะ แต่สำหรับพวกเราอาจจะคุ้นชินกันจนไม่ได้รู้สึกว่ามันพูดมากก็ได้ (ก็ร้องบ่อยเป็นปกตินิ)

2. วิเชียรมาศเป็นแมวสายพันธุ์เก่าแก่
กล่าวกันว่าพวกมันปรากฏตัวครั้งแรกในยุคกรุงศรีอยุธยาแล้ว (พ.ศ.1893 – 2310) นั่นหมายความว่าพวกมันโลดแล่นอยู่บนโลกนี้มาแล้วถึง 669 ปีหรือมากกว่านั้น แต่ก็ไม่มีใครทราบถึงแหล่งที่มาแน่ชัดของพวกมัน

3. วิเชียรมาศมี 6 สี
เราคงจะคุ้นเคยกับสีมาตรฐานของพวกมันคือ สีงาช้าง – น้ำตาลไหม้ (Ivory – Deep Chocolate Brown Point) เพราะมันมีมากเสียจนทำให้เราเผลอคิดไปว่ามันมีแค่สีเดียวได้เลย แต่พวกมันยังมีอีก 5 รูปแบบสีนั่นคือ สี

  • น้ำตาลช็อกโกแลต (Chocolate Point) สีนี้หาพบได้ยากส่วนมากมักเป็นแมววิเชียรมาศที่ผสมกับสายพันธุ์อื่น
  • สีเทา (Blue Point) มีสีคล้ายกับแมวสีสวาดแต่จะอ่อนกว่า
  • สีม่วงกลีบบัว (Lilac Point) สีที่หายากที่สุดสำหรับแมววิเชียรมาศโดยลักษณะสีจะไม่ได้ออกเป็นสีม่วงเด่นชัดขนาดนั้นแต่จะเป็นเหลื่อมๆ สีเทาน้ำเงินบางๆ คล้ายสีม่วงมากกว่า ในต่างประเทศอาจเรียกสีนี้ว่าสีลาเวนเดอร์ (Lavender Point)
  • สีทอง (Red Point) หรือสีส้ม น้ำตาลอ่อนๆ สีนี้สามารถพบเห็นได้ทั่วไปมองเผินๆ ก็ดูคล้ายแมวขาวมณีเลย
  • สีสลิดลายเสือ (Tabby Point) เกิดจากการผสมกับแมวที่มีแต้มลายเสือ แต่ละตัวจะมีลายมากน้อยต่างกัน

4. ในอดีตพวกมันเคยมีดวงตาและหางที่ผิดแปลกไปจากปกติ
ในอดีตการที่แมววิเชียรมาศมีดวงตาเขหรือมีหางหักงอนั้นเป็นเรื่องปกติมาก แต่ในปัจจุบันจากการคัดเลือกและผสมข้ามสายพันธุ์กับแมวทั่วโลกทำให้จุดด้อยนี่ค่อยๆ หายไปและกลายเป็นแมววิเชียรมาศที่สวยงามไร้ที่ติอย่างที่เราเห็น

5. ชื่อ “วิเชียรมาศ” มีความหมาย
ในต่างประเทศพวกมันเป็นที่รู้จักในชื่อแมวสยามมิส (Siamese) สำหรับชื่อ “วิเชียรมาศ” นั้นจะมีเรียกแค่ในประเทศไทยเท่านั้นซึ่งคำนี้ก็มีความหมายว่า “เพชรแห่งดวงจันทร์”  หรือ “แมวแก้ว” (ในบางตำรา)

6. แต้มสีของพวกมันจะไม่ขึ้นมาทั้งหมดตั้งแต่เด็กๆ
สิ่งนี้จะคล้ายๆ กับสุนัขดัลเมเชี่ยนที่เวลาเกิดจะมีสีขาวทั้งตัวและจุดดำบนตัวจะค่อยๆ เพิ่มขึ้นมาในขณะที่โตขึ้น แมววิเชียรมาศก็เช่นกันในขณะที่เกิดมาพวกมันจะมีสีขาวเป็นส่วนใหญ่และอาจมีสีน้ำตาลอ่อนๆ ติดมาด้วยแต่ไม่มาก แล้วเมื่อโตขึ้นสีที่บริเวณใบหน้า เท้าและหางก็จะค่อยๆ เพิ่มและเข้มขึ้นจนถึงช่วงโตเต็มวัย

7. พวกมันเป็นแมวของเหล่าราชวงศ์ไทยในยุคกรุงศรีอยุธยา
ในอดีตพวกมันเป็นแมวที่เลี้ยงกันอยู่แต่ในวังและชาวบ้านทั่วไปไม่สามารถเลี้ยงได้ (บางตำราก็บอกว่าอาศัยอยู่ในวัดใหญ่ๆ ด้วย) วิเชียรมาศเป็นแมวมงคลตามตำรา มีลักษณะดีทั้งยังช่วยเสริมสร้างบารมีให้แก่ผู้เลี้ยง ในบางความเชื่อกล่าวกันว่าพวกมันสามารถนำพาวิญญาณได้ด้วย

8. วิเชียรมาศถูกส่งเป็นของขวัญให้แก่เหล่าทูตที่มาทำงานในประเทศไทย
ในปีพ.ศ.2427 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานแมวคู่หนึ่งให้แก่ทูตอังกฤษซึ่งหนึ่งในนั้นคือแมววิเชียรมาศชื่อว่า วัลเลย์ (Valley)  และมันก็ได้ไปขึ้นเวทีประกวดแมวชื่อดังในอังกฤษแถมยังชนะเลิศมาด้วยซึ่งนั่นเป็นจุดเริ่มต้นให้มันเป็นที่รู้จักในฝั่งยุโรป

จากบทความ แมววิเชียรมาศ กับสิ่งที่คุณอาจยังไม่รู้ ที่เรานำมานั้น เชื่อเลยว่าต้องมีบางข้อที่หลายๆ คนอาจจะยังไม่รู้แน่นอน เพราะหากไม่ได้มีความสนใจจริงๆ เราก็คงรู้แค่ผ่านๆว่า เป็นแมวลักษณะไหนแค่นั้น 

Posted on

Work from Home ส่งผลดีต่อบริษัทอย่างไร

หลายๆบริษัทอาจต้องเผชิญกับการปรับตัวครั้งใหญ่ ด้วยการปรับเปลี่ยนการทำงานมาเป็น Remote Work หรือ Work from Home แต่สำหรับปีนี้ ดูเหมือนหลายบริษัทจะรับมือกับการให้พนักงานทำงานอยู่ที่บ้านได้อย่างมีประสบการณ์มากขึ้น เมื่อสถานการณ์ COVID-19 (โควิด-19) ที่คลี่คลายกลับมาแพร่ระบาดในระลอกใหม่ จนต้องแยกย้ายกลับไปทำงานกันที่บ้านอีกครั้ง

อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่าเทคโนโลยีที่มีอยู่ในปัจจุบันเอื้อต่อการทำงานแบบ Work from Home มากขึ้น แม้ว่าอยู่กันคนละที่แต่ยังคงติดต่อสื่อสารผ่านช่องทางต่าง ๆ ได้อย่างไร้ขีดจำกัด ไม่ว่าจะเป็นการประชุมกันแบบวิดีโอคอล หรือการพูดคุยสื่อสารผ่านแอปพลิเคชันต่าง ๆ ขอเพียงแค่มีอินเทอร์เน็ตเชื่อมต่อก็สามารถทำงานได้ราบรื่นแล้ว

แม้ว่ามีบางส่วนที่มองว่าการปล่อยให้พนักงานทำงานอยู่ที่บ้าน อาจส่งผลต่อประสิทธิภาพการทำงานได้ แต่เชื่อหรือไม่ว่า มีรายงานจากผลการศึกษาหลายชิ้นชี้ให้เห็นถึงข้อดีของการ Work from Home โดยเว็บไซต์การเงินชื่อดังอย่าง Forbes ได้รวบรวมข้อมูลการวิจัยเกี่ยวกับหัวข้อ “การทำงานทางไกล” (Telework) หรือการทำงานที่บ้าน จากองค์กรชั้นนำหลายแห่ง ซึ่งรวมถึงบริษัทจัดทำโพลชื่อดัง Gallup, องค์กรที่ปรึกษาด้านการวิจัย Global Workplace Analytics รวมถึงมหาวิทยาลัยชั้นนำ Harvard University และ Stanford University ด้วย

จากข้อมูลดังกล่าวได้รับการพิสูจน์ออกมาเป็นตัวเลขแล้วว่า การที่องค์กรหรือบริษัทใดมีการทำงานที่ยืดหยุ่นให้กับพนักงาน (ในกรณีนี้หมายถึงการอนุญาตให้พนักงานทำงานที่บ้าน หรือทำงานนอกสถานที่ได้) จะส่งผลดีต่อบริษัทใน 5 หัวข้อด้วยกัน เราจึงได้นำบทความ Work from Home ส่งผลดีต่อบริษัทอย่างไร มาฝากกัน

1. ประสิทธิภาพในการทำงาน
พนักงานที่ได้ Work from Home หรือทำงานนอกสถานที่ จะทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพกว่าพนักงานที่ทำงานอยู่ในออฟฟิศ โดยเฉลี่ยมากกว่า 35-40 เปอร์เซ็นต์เลยทีเดียว และยังพบว่าสามารถเพิ่มผลผลิตในการทำงานได้จากเดิมอย่างน้อย 4.4 เปอร์เซ็นต์

2. คุณภาพในการทำงาน
เมื่อพนักงานไม่จำเป็นต้องเดินทางมาทำงานที่ออฟฟิศ ไม่มีข้อจำกัดในเรื่องสถานที่ทำงาน พบว่าความยืดหยุ่นดังกล่าวส่งผลให้พวกเขาทำผลงานได้ดียิ่งขึ้น โดยพบว่ามีความผิดพลาดจากคุณภาพในการทำงานลดน้อยลง 40 เปอร์เซ็นต์

3. การมีส่วนร่วมในการทำงาน
การให้พนักงานได้ทำงานอยู่ที่บ้าน ส่งผลในเชิงบวกทั้งผลผลิตในการทำงานคือได้งานในปริมาณที่มากขึ้น และประสิทธิภาพในการทำงานที่ดีขึ้น นั่นหมายความว่าการมีส่วนร่วมในการทำงานของพนักงานก็จะมากขึ้นตามไปด้วย รวมถึงส่งผลให้การขอลางาน หรือขอลาหยุดลดน้อยลงจากเดิม 41 เปอร์เซ็นต์

4. การรักษาพนักงานไว้กับองค์กร
มีพนักงานถึง 54 เปอร์เซ็นต์ที่ระบุว่าพวกเขาคิดจะเปลี่ยนงานหรือหางานใหม่ที่มีความยืดหยุ่นในการทำงาน แต่การที่บริษัทอนุญาตให้ทำงานที่บ้าน หรือทำงานนอกสถานที่ได้ ส่งผลให้อัตราการลาออกของพนักงานบริษัทลดน้อยลงถึง 12 เปอร์เซ็นต์

5. ความสามารถในการทำผลกำไร
จากการที่บริษัทให้พนักงานทำงานอยู่ที่บ้าน หรือทำงานนอกสถานที่ได้ ส่งผลดีต่อบริษัทในเรื่องค่าใช้จ่ายด้วยเช่นกัน เมื่อพบว่าสามารถประหยัดรายจ่ายในออฟฟิศลงได้เฉลี่ยปีละ 11,000 เหรียญสหรัฐ (ประมาณ 330,000 บาท) หรือสามารถทำผลกำไรได้เพิ่มขึ้นจากเดิมถึง 21 เปอร์เซ็นต์เลยทีเดียว

Posted on

4 โรคยอดฮิตของมนุษย์ออฟฟิต

สำหรับมนุษย์ออฟฟิตนั้น ส่วนมากก็กำลังเป็นวัยก่อร่างสร้างตัว  เต็มที่กับการทำงาน เพื่อให้ได้สิ่งที่ต้องการไม่ว่าจะเป็น ของใช้ส่วนตัวเล็ก ๆ น้อย ๆ หรือแม้แต่บ้านและรถ จนบางคนถึงกับทำงานหามรุ่งหามค่ำ เพื่อให้มีรายได้เพิ่มเติมมากขึ้น จนติดเป็นนิสัย แต่ทราบหรือไม่ การที่คุณทำงานหนักหรือเครียดเกินไปจะทำให้คุณมีภัยเงียบที่ร้ายกาจตามมาโดยที่คุณอาจจะไม่รู้ตัว ซึ่งภัยเงียบเหล่านั้นก็คือ โรคภัยไข้เจ็บต่าง ๆ นั่นเอง แต่สำหรับ 4 โรคยอดฮิตของมนุษย์ออฟฟิตอย่างเรานั้นจะมีโรคอะไรบ้าง มาดูกันเลย

1. โรคสมาธิสั้นจากการทำงาน
โรคนี้ถือว่าเป็นอีกโรคที่ใกล้ตัวไม่ว่าใครก็สามารถที่จะเป็นโรคนี้ได้ ด้วยสาเหตุที่ว่าเหล่ามนุษย์ออฟฟิตต้องทำงานอยู่ในสภาพแวดล้อมในการทำงานที่บีบคั้นและวุ่นวายตลอดเวลา แถมยังต้องรับผิดชอบและทำงานหลาย ๆ อย่างพร้อม ๆ กัน ซึ่งถ้าหากเรายังไม่มีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมแบบนี้ หรือยังต้องทำงานวนลูปแบบนี้ไปเรื่อย จะทำให้เราไม่สามารถจดจ่อกับอะไรนาน ๆ ได้ และกลายเป็นคนความอดทนต่ำ อีกทั้งยังทำให้ความสามารถในการทำงานของเราลดลงไปอีกด้วย

วิธีการป้องกันไม่ให้เรากลายเป็นคนสมาธิสั้นจากการทำงานได้นั้นก็คือ การพักผ่อน และบริหารเวลาให้เหมาะสม นอกจากนี้ควรลองหันมาคุยกับเพื่อนร่วมงานบ้างเพื่อเป็นการผ่อนคลาย ขณะทำงาน แต่ถ้าหากมีอาการหนักจนไม่สามารถโฟกัสงานใดงานหนึ่งได้เลย ควรปรึกษาจิตแพทย์เพื่อรักษาอย่างจริงจัง

2. โรคกดทับเส้นประสาทบริเวณข้อมือ
สำหรับมนุษย์เงินเดือนที่ต้องใช้คอมพิวเตอร์เป็นประจำต้องระวังโรคนี้เป็นอย่างมาก เพราะการที่เราต้องใช้ข้อมือในท่าทางเดิมเป็นประจำ และมีการใช้งานข้อมือหนัก ๆ อย่างเช่น เวลาพิมพ์คีย์บอร์ด หรือใช้เมาส์โดยเสียดสีกับโต๊ะตลอดเวลา ซึ่งสาเหตุที่พบบ่อยที่สุดในการเกิดโรคนี้ก็คือการใช้คีย์บอร์ดคอมพิวเตอร์แบบผิดท่าทางทำให้เกิดการกดทับ จนมีอาการชา เหน็บหรือปวดแสบปวดร้อน ตั้งแต่บริเวณนิ้วมือ ฝ่ามือและอาจจะลามไปถึงหัวไหล่ได้

ซึ่งถ้าหากอาการเหล่านี้ยังไม่รุนแรงมากนัก สามารถรักษาได้ด้วยการประคบร้อนหรือกดนวดบริเวณผังผืดที่กดทับเส้นประสาท และลองยืดเส้นยืดสาย นอกจากนี้ควรปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้เม้าส์และคีย์บอร์ดคอมพิวเตอร์ให้ถูกท่า แต่ถ้าหากมีอาการรุนแรงจะต้องพบแพทย์เพื่อให้ดูแล ซึ่งการรักษาก็จะมีตั้งแต่การใช้ยาต้านอักเสบ ไปจนถึงการผ่าตัด

3. โรคอ้วน
โรคนี้ไม่ได้เกิดจากการทานเยอะ ๆ อย่างเดียว เพราะเฮอร์บาไลฟ์ เผยผลสำรวจใหม่เกี่ยวกับ “โภชนาการในที่ทำงาน” ว่ามนุษย์เงินเดือนนั้นเสี่ยงเป็นโรคอ้วน เพราะมีไลฟ์สไตล์แบบนั่งทำงานอยู่กับโต๊ะเป็นเวลานาน ๆ ทำให้ไม่ค่อยได้เคลื่อนไหวร่างกาย และยิ่งไปกว่านั้นบางคนนั่งทำงานอยู่กับที่นาน ๆ ก็มักจะง่วงหรือหิวจนต้องหาขนมจุกจิกมารับประทานเล่น แถมยังไม่ได้ออกกำลังกาย จึงทำให้เป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้เป็นโรคอ้วนได้ และนอกจากนี้ความเครียดก็สามารถทำให้ความอ้วนถามหาได้เช่นกัน เพราะสมองของเราจะหลั่งฮอร์โมนความเครียด ซึ่งไปกระตุ้นให้เซลส์ไขมันในช่องท้อง ให้เก็บสะสมได้มากยิ่งขึ้น และอย่างที่เราทราบกันว่าถ้าหากเราเป็นโรคอ้วนนั้น จะเป็นบันไดขั้นต้นนำไปสู่สารพัดโรคอีกมากมาย เช่น โรคหัวใจ ความดัน เบาหวาน ไขมันอุดตัน เป็นต้น

4. โรคตาพร่ามัว ตาแห้ง
ในปัจจุบันแทบจะไม่มีอาชีพไหน ที่ต้องทำงานโดยไม่ต้องใช้คอมพิวเตอร์ ยิ่งสำหรับเหล่ามนุษย์เงินเดือนแล้วคงจะเป็นเรื่องยากที่จะหลีกเลี่ยงการจ้องจอคอมพิวเตอร์ แถมบางคนยังต้องจ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์เป็นเวลานานประมาณ 8-10 ชั่วโมงต่อวัน จนทำให้กล้ามเนื้อตาล้า และมีอาการตาแห้ง ปวดตา ตาพร่าเบลอ และยิ่งถ้าหากคุณทำงานอยู่ในห้องแอร์ที่มีสภาพอากาศแห้งด้วยแล้ว จะต้องระวังเรื่องตาแห้งไว้เป็นอย่างมาก เพราะถ้าหากเกิดการอักเสบจะทำให้เป็นต้อลมได้

ด้วยเหตุว่าคอมพิวเตอร์เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันคุณไปแล้ว ฉะนั้นวิธีป้องกันโรคตาพร่ามัว ตาแห้งได้ดีที่สุด คือการหมั่นพักสายตาจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ทุก ๆ 1-2 ชั่วโมง ออกไปรีแลกซ์หรือมองสีเขียว ๆ ก็ช่วยได้เหมือนกัน

เพราะฉะนั้นสำหรับใครที่กำลังอยู่ในกลุ่มเสี่ยงควรจะมีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อสุขภาพที่ดี โดยการขยับร่างเคลื่อนไหวร่างกาย ลุกออกจากที่นั่งทำงานทุก 1-2 ชั่วโมง เช่น เดินไปเข้าห้องน้ำ ไปคอฟฟี่เบรก เป็นต้น และพยายามงดทานจุบทานจิบระหว่างวัน รับประทานอาหารมื้อหลักแทน ถ้ารู้สึกหิวระหว่างวันควรเลือกเป็นทานผลไม้ หรือโยเกิร์ตแทนก็ได้ แม้จะเป็นโรคยอดฮิตของมนุษย์ออฟฟิต แต่ก็ไม่ได้น่าเป็นสักเท่าไหร่นะ ทุกคนต้องดูแลสุขภาพตัวเองด้วย

Posted on

เหตุผลของคนยุคใหม่ ทำไมถึงไม่อยากแต่งงาน

ในปัจจุบันนี้นั้นผู้คนยุคใหม่นิยมที่จะไม่อยากแต่งงานกันเยอะมากขึ้น เพราะจริงๆแล้วเขาเหล่านั้นคิดว่าการแต่งงานนั้นก็ไม่ได้สำคัญอะไร แถมเป็นการเสียเงินในจำนวนมากไปอย่างเปล่าประโยชน์อีกด้วย การแต่งงานนั้นก็เป็นเพียงแค่ทำไปเพื่อให้ทางบ้าน ครอบครัว ของเรารู้สึกสบายใจเฉยๆ เพราะเขามีความเชื่อว่าการแต่งงานนั้นย่อมจะส่งผลดีอย่างแน่นอน แต่ไม่ว่าเหตุผลใดๆในปัจจุบันที่ทำให้ หนุ่มสาวกลุ่มนี้เลือกที่จะไม่อยากแต่งงาน มีหลายเหตุผลเลยทีเดียว ที่พวกเขาเหล่านี้เลือกที่จะปฏิเสธการแต่งงานนั้น เหตุผลหลักๆ ที่เราได้รวบรวมมาในบทความนนี้ก็จะมี เหตุผลของคนยุคใหม่ ทำไมถึงไม่อยากแต่งงาน 

1. ยังสนุกกับชีวิตโสด
ความสุขของคนโสดคือ คุณสามารถปาร์ตี้ได้สุด เที่ยวได้ไกล ไปไหนแบบไม่ต้องคำนึงถึงงบว่าจะพอค่าขนม ค่าเสื้อผ้า ค่าเทอมลูกไหม กระเป๋าแพงๆ รองเท้าเริ่ดๆ คุณเป็นเจ้าของได้แบบไม่ต้องเกรงใจสามี อีกทั้งความสนุกจากการมีความสัมพันธ์แบบไม่ผูกมัดได้ และยังมีอีกหลายต่อหลายเรื่องที่คนโสดเท่านั้นจะรู้ว่ามันเริ่ด

2. กลัวการผูกมัด
อันนี้เป็นเหตุผลโดยแท้ ของคนรุ่นใหม่แห่งยุคสมัยนี้ เพราะทางเลือกที่หลากหลายในฐานะคู่รักมันมีมากมายกว่าการอยู่ด้วยกันในฐานะสามีภรรยา เรายังพอมีโอกาสที่จะมองหาหรือเลือกสิ่งใหม่ที่ดีกว่าให้กับชีวิตได้ แต่การตกลงเป็นสามีภรรยา อนาคตด้านความรักหรือคู่ครองที่ดีกว่าได้จบลงแล้ว เพราะเหตุนี้การแต่งงานอาจจะยังไม่ใช่คำตอบที่ตรงใจสำหรับหนุ่มสาวสมัยใหม่ผู้มองหาสิ่งที่ดีกว่าให้ชีวิตตลอดเวลา

3. ถ้าเผื่อต้องเลิกกัน
การแต่งงานอาจจะไม่ใช่คำตอบสุดท้ายในชีวิตคู่ก็ได้ จากสถิติการหย่าร้างที่สูงมากในปัจจุบันและดูท่าว่าจะสูงขึ้นเรื่อยๆ ทำให้หนุ่มสาวสมัยใหม่ปัจจุบันคิดว่า การแต่งงานอาจจะไม่ใช่คำตอบสุดท้าย เพราะเมื่อต้องเลิกราแบบคู่รัก มักจะไม่หนักหนาสาหัสเท่าการเลิกราแบบแต่งงานแล้วเลิก เพราะการแต่งงานมันเหมือนเป็นการเอาชีวิตไปรวมกันไว้  ไหนจะเรื่องพิธีรีตองอันโอ่อ่าอลังการ ใช้เงิน ใช้งบมหาศาลบานปลาย พอต้องหย่าร้าง แยกออกมา เลยดูว่าความเสียหายจะมากกว่าอยู่แบบไม่แต่ง

4. มีความหลังที่ยังไม่ลืม
บางคนฝังใจมากจนไม่อาจลืมรักครั้งนั้นได้ และกลายมาเป็นปมชีวิต บางคนก็เข็ดกับความรักและไม่อยากจะต้องเจ็บช้ำเหมือนรักครั้งก่อนอีก หากการแต่งงานคือที่สุดแห่งความรัก คนมีอดีตแบบนี้จะไม่ตกลงปลงใจกับการแต่งงานกับใคร  และหากสังเกตให้ดีคนแบบนี้จะขอเลิกทันทีเมื่อถูกขอแต่งงานหรือคุยเรื่องลงหลักปักฐาน

5. เรื่องค่าใช่จ่าย
การแต่งงานอาจจะทำให้ฐานนะมั่นคงขึ้นเพราะมีสองกระเป๋ามารวมกัน แต่ต้องอย่าลืมว่าเมื่อไหร่ก็ตามที่ตัดสินใจมีลูกแล้ว ค่าใช้จ่ายมหาศาลจะตามมา ยิ่งถ้าอยากให้ลูกของเรามีชีวิตที่ดีด้วยแล้ว เรื่องค่าใช้่ายก็ยิ่งมากขึ้นเป็นทวีคูณ

6. ไม่เจอคนที่ประสบความสำเร็จในชีวิตคู่
บางคนก็อาจจะอยู่ในสังคมที่คนรอบตัวนั้นไม่ได้ประสบความสำเร็จในชีวิตคู่ค่ะ ถึงแม้ว่าคนรอบตัวจะไม่ได้คุยเรื่องความเจ็บปวดของการต้องเลิกราหรือมาบอกว่าเป็นปมอะไรในชีวิต แต่ก็เป็นไปได้ว่าคนที่อยู่ในสังคมแบบนี้ก็ไม่ได้เห็นความจำเป็นของการแต่งงานสักเท่าไหร่

7. หวงความเป็นส่วนตัว
หนุ่มสาวสมัยใหม่หลายๆ คนก็มีพื้นที่ส่วนตัวและไม่ได้อยากจะแบ่งปันกับใคร แน่นอนว่าหากแต่งงานพื้นที่ตรงนี้ก็ต้องแชร์กัน เพื่อเป็นการตัดปัญหาก็เลือกที่จะไม่แต่งดีกว่า เพราะหวงความเป็นส่วนตัวและยังพอใจกับการใช้ชีวิตแบบนี้อยู่

8. หน้าที่การงานไม่เอื้ออำนวย
บางอาชีพชีวิตรุ่งเรือง ก้าวหน้าถ้าคุณยังโสด โดยเฉพาะผู้หญิงเรียกได้ว่าถ้าแต่งงานและมีลูกเมื่อไหร่ความทุ่มเทให้กับงานที่ทำจะลดลงไปเยอะพอสมควร เพราะการเป็นภรรยาและแม่ที่จะต้องดูแลเสื้อผ้า อาหาร งานบ้านนั้นเราต่างรู้ว่ามันหนักหนาสาหัสอยู่เหมือนกัน ฉะนั้นสาวๆ หลายคนที่ทุ่มเทกับงานจึงเลือกที่จะมีชีวิตโสดมากกว่าจะมีชีวิตคู่

Posted on

เหตุผลดีๆ ที่ควรจะหยุดซื้อล็อตเตอรี่ หยุดเล่นหวย 

การพนันนั้นคงหนีไม่พ้นหวยกับล็อตเตอรี่หรือหวยใต้ดิน ตลอดจนการพนันอื่นๆ เพราะหวยเหล่านี้นั้นเป็นการพนันพื้นฐานที่อยู่คู่กับคนไทยเรามาอย่างยานาน แต่การเล่นหวยนั้นก็ไม่ทำให้ใครรวย จึงเป็นเหตุผลที่ควรเล่นหวย เพราะคนที่มีโอกาสรวยนั้นจะมีคุณสมบัติบางอย่างแบบพิเศษเท่านั้น อย่างการเป็นเจ้านายเงิน ไม่เป็นทาสเงิน ควบคุมเงินได้ ไม่ใช้จ่ายเงินตามใจชอบ

คนเล่นหวยเล่นการพนันล็อตเตอรี่นั้นยากจะรวย แม้จะมีสูตรในการเล่นสารพัด ซึ่งหลักการดี มีโอกาสรวยได้แต่สุดท้ายก็จนกันถ้วนหน้าคนชนะก็คือเจ้ามือนั่นเอง ไม่ว่าจะเป็นหวยรัฐบาลหรือหวยใต้ดิน นี่จึงเป็นเหตุผลที่เราควรหยุดเล่น นอกเสียจากจะสามารถทำตามเทคนิคการเล่นอย่างมีระเบียบวินัย สามารถเอาชนะความโลภในใจได้ แต่ส่วนใหญ่ยากจะทำได้ และมัก จะหมดตัวในที่สุด

อย่างบางคนถูกหวยได้เงินมากในงวดถัดไป หรือไม่กี่งวดถัดจากนั้นเงินก็จะถูกใช้จนหมด เพราะซื้อมากกว่าเดิม บางคนถูกล็อตเตอรี่ 30000 ก็ซื้ออีกหมื่นกว่าบาทในงวดถัดไปและเงินก็หมดในอีกไม่กี่งวดเท่านั้นเอง นี่คือความโลภที่ยากจะควบคุม ซึ่งต่างไปจากเจ้ามือ อย่างเจ้ามือหวยใต้ดินนั้น บางคนจะมีทีมของตัวเอง เพื่อช่วยกันรับกระจายความเสียงหรืออย่างหวยรัฐบาลก็ไม่มีปัญหา เพราะรางวัลนั้นตายตัว โอกาสถูกน้อย เงินเข้ารัฐมากกว่าเงินรางวัล

การแหกกฏตัวเองทำให้เสียเงิน และหมดตัว
แม้เทคนิคการเล่นหรือกฏที่ตั้งไว้จะดีมากเพียงใด แต่ก็มีโอกาสทำให้หมดตัวได้ไม่วันใดก็วันหนึ่ง เพราะความโลภทำให้หมด ตัว เช่น อย่างเมื่อถูกรางวัล ก็จะเล่นหนัก จ่ายหนัก ซื้อมากกว่าเดิม และไม่ทำตามกฏที่ตั้งไว้ สุดท้ายก็จะเสียเงินให้เจ้ามือรายไหนก็รายนั้น

นี่จึงเป็นเหตุผลที่ควรเลิกเล่นหวย เพราะเป็นการบ่มนิสัยการพนัน ไม่มีโอกาสรวย อาจหมดตัว เสียเงินให้เจ้ามือก็ตามเหตุผลที่กล่าวมาปัจจุบันนี้ธนาคารบางแห่งก็มีโปรโมชันเงินฝากแบบต่างๆ ซึ่งมีความน่าสนใจ เป็นช่องทางการออมเงินที่น่าสนใจ มากกว่า หรือไม่เช่นนั้นก็ซื้อสลากของธนาคารจะดีกว่า สุดท้ายเงินก็ไม่ไปไหน อย่างไรก็ได้คืน ไม่เหมือนการเล่นหวยหรือซื้อล็อตเตอรี่

เรื่องนี้อาจจะต่างไปจากคนไม่เล่นหวย แต่ร้อยวัน พันปี อาจจะซื้อล็อตเตอรี่สักใบ กรณีถูกรางวัล ก็จะทำมาหากินตามปกติ ไม่ ได้ใช้จ่ายฟุ่มเฟือย อีกทั้งอาจไม่ซื้ออีกเลย เสี่ยงโชคบ้างตามโอกาสเท่านั้น ไม่ได้ซื้อทุกงวด ตัวเองมีโชคแค่ไหนก็แค่นั้น เงินที่ได้มา อาจจะนำไปฝากธนาคารหรือนำไปลงทุนอย่างอื่น ให้เกิดรายได้เพิ่มเติม คนที่ทำได้แบบนี้มีน้อยมาก ในร้อยคนจะทำได้สัก คน ก็ไม่รู้ว่าจะหาเจอหรือไม่ ดังนั้นคนที่จะรวยจากการเล่นหวยจึงยากมาก การหยุดเล่นและหาทางนำเงินไปลงทุนด้านอื่นจึง เป็นตัวเลือกที่ดีกว่าแน่นอน

Posted on

สุขภาพดีได้ กินอาหารและเครื่องดื่ม ตามกรุ๊ปเลือด

     สำหรับเรื่องสุขภาพร่างกายนั้น เป็นเรื่องที่สำคัญมาก เมื่อเรายังเป็นหนุ่มเป็นสาวที่มีแรงอยู่อาจจะยังไม่ได้คำนึงถึงสุขภาพมากนัก แต่เมื่อแก่ตัวไป เราอาจจะได้พบปัญหาสุขภาพตามมามากมาย จะดีกว่าไหม ถ้าเรารู้จักดูแลสุขภาพของตัวเองตั้งแต่ตอนนี้ เมื่อถึงตอนอายุมากร่างกายของเราอาจจะยังแข็งแรงอยู่ เพราะเรานั้นดูแลสุขภาพมาอย่างดีตั้งแต่วัยรุ่น และการดูแลสุขภาพที่ทำได้นั้นก็อาจจะกินอาหารและเครื่งดื่มตามกรุ๊ปเลือดก็ได้ เพราะการกินตามกรุ๊ปเลือดก็เหมือนการดูแลสุขภาพให้ดี

เลือดกรุ๊ปโอ O

  • จะมีกรดในกระเพาะอาหารสูง สามารถย่อยอาหารจำพวกเนื้อสัตว์ได้อย่างรวดเร็ว
  • แต่ไม่ควรกินอาหารจำพวกแป้งมากเกินไป เพราะจะย่อยยาก และเมื่อเกิดการสะสมแป้ง ร่างกายจะเปลี่ยนแป้งให้เป็นน้ำตาล และจะกลายเป็นโรคเบาหวานและทำให้อ้วนง่าย
  • อาหารที่ควรทานคืออาหารจำพวกสาหร่าย เกลือไอโอดีน อาหารทะเล
  • และควรกินตับ กินบลอกโคลี ผักโขม เพราะจะช่วยในเรื่องประสิทธิภาพการเผาผลาญมากขึ้น
  • เครื่องดื่มที่เหมาะกับเลือดกรุ๊ปโอ คือ น้ำสัปปะรด น้ำลูกพรุน แต่ไม่ควรดื่มน้ำแอบเปิล น้ำส้ม น้ำกระหล่ำปลี

เลือดกรุ๊ปเอ A
กรุ๊ปนี้จะตรงข้ามกับกรุ๊ปโอ แทบจะทุกอย่าง

  • เพราะเลือดกรุ๊ปนี้จะมีกรดในกระเพาะอาหารต่ำ จึงเหมาะกับอาหารมังสวิรัติ
  • และควรหลีกเลี่ยงเนื้อสัตว์ เพราะหากกินมากเกินไปร่างกายจะไม่ยอมย่อย ทำให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ เช่นโรคหัวใจและโรคมะเร็ง
  • หากต้องการกินเนื้อจริงๆ ควรบริโภคแค่เนื้อไก่เพราะไม่มีไขมันมาก
  • หรือกินถั่วเหลืองแทนเพื่อทดแทนโปรตีนจากเนื้อสัตว์ แล้วควรหลีกเลี่ยงอาหารจำพวกอาหารสำเร็จรูป เช่นไส้กรอก แฮม เพราะอาหารจำพวกนี้มีสารดินประสิวที่ไปกระตุ้นให้เกิดมะเร็งในกระเพาะอาหาร
  • ควรหันมากินผักและอาหารจากถั่วเหลือง เพื่อช่วยในเรื่องของระบบย่อยอาหารให้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ
  • เครื่องดื่มที่เหมาะสมกับคนเลือดกรุ๊ปเอ คือ น้ำแอปปริคอต น้ำแครอต น้ำเซเลรี น้ำเกรปฟรุต น้ำสัปปะรด น้ำมะนาว เพราะมีวิตามินซีสูง แต่ไม่ควรดื่มน้ำส้ม น้ำมะละกอ และน้ำมะเขือเทศ

เลือดกรุ๊ปบี B

  • เป็นกรุ๊ปเลือดที่สามารถต้านทานโรคมะเร็งและโรคหัวใจได้
  • แต่ยังมีปัญหาเรื่องภูมิคุ้มกันของร่างกาย จึงควรกินอาหารจำพวกผักใบเขียว ตับ ไข่ นมไขมันต่ำ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการเผาผลาญ
  • และควรดื่มน้ำกระหล่ำปลี น้ำแครนเบอร์รี่ น้ำองุ่น น้ำมะละกอ น้ำสัปปะรด
  • แต่ไม่ควรดื่มน้ำมะเขือเทศ

เลือดกรุ๊ปเอบี AB

  • คนเลือดกรุ๊ปนี้เสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งในกระเพาะอาหาร จึงควรรับประทานอาหารที่มีวิตามินซี เช่น บรอกโคลี เชอร์รี่ ส้มโอ เกรปฟรุต กะหล่ำปลี
  • และดื่มน้ำแครอต น้ำเซเลรี น้ำแครนเบอร์รี่ น้ำองุ่น และน้ำมะละกอ เพราะช่วยต้านมะเร็งได้ แต่ไม่ควรดื่มน้ำส้มเพราะทำให้ย่อยยาก
Posted on

5 พันธุ์ไม้ ต้นไม้ที่นิยมปลูกในห้องน้ำ

     หลายๆ คนคงรู้ว่าต้นไม้นั้นเป็นสิ่งที่มีประโยชน์กับมนุษย์เป็นอย่างมาก อาทิ ให้ร่มเงา สร้างที่อยู่อาศัย ทำสิ่งของ บางชนิดก็สามารถรับประทานได้ด้วย แต่ต้นไม้นั้นก็มีหลายประเภทแตกต่างกันออกไป แต่พืชส่วนใหญ่จะใช้คาร์บอนไดออกไซด์ในการสังเคราะห์แสงและคายออกซิเจนออกมาในตอนกลางวัน โดยที่มนุษย์ก็จะใช้ออกซิเจนในการหายใจเข้าและหายใจออกเป็นคาร์บอนไดออกไซด์ จึงเหมือนเป็นการเอื้อเฟื้อซึ่งกันและกัน

     ต้นไม้นั้นสามารถนำไปปลูกได้ทุกที่ เพียงแต่จะต้องเลือกประเภทและชนิดที่เหมาะสมกับการปลูกในสถานที่นั้นๆ อาทิ ปลูกหน้าบ้าน ที่มีแสงส่องถืงโดยตรง ก็ควรเลือกต้นไม้ที่ทนต่อแสงแดดและความร้อน หรือหากจะปลูกในห้องนอน ก็ควรเลือกต้นไม้ที่ไม่คายก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในเวลากลางคืน เป็นต้น วันนี้เราจึงมีบทความ 5 พันธุ์ไม้ ต้นไม้ที่นิยมปลูกในห้องน้ำ มาฝากทุกคนกัน เมื่อรู้แล้วว่ามีต้นอะไรบ้าง ก็อย่าลืมไปซื้อมาเพิ่มความร่มรื่นให้กับห้องน้ำกัน

1.กล้วยไม้

กล้วยไม้ เป็นพืชที่รู้กันดีว่าต้องการการดูแลและอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม บางสายพันธุ์ อาทิ Dendrobium, Phalaenopsis (ในภาพ) และ Paphiopedilums เป็นสายพันธุ์ที่ไม่ต้องการแสงมากนัก เหมาะกับการปลูกในห้องน้ำ ที่แสดงแดดส่องเข้าไปได้น้อย

2.ต้นเศรษฐีเรือนใน

ต้นเศรษฐีเรือนใน ชื่อวิทยาศาสตร์ Chlorophytum comosum เป็นพืชที่ชอบแสงแดดอ่อนๆ ไม่ชอบแสงแดดที่ส่องมาโดยตรง ต้องการน้ำน้อย ช่วยดูดสารพิษในอากาศได้ปานกลางถึงมาก เหมาะอย่างยิ่งกับการปลูกในห้องน้ำ ที่แสดงแดดส่องเข้าไปได้น้อย

3.ไม้อากาศ หรือ ทิลแลนด์เซีย

ไม้อากาศ (Air plant) หรือ ทิลแลนด์เซีย (Tillandsia spp.) พืชวงศ์เดียวกับต้นสับปะรดสี (Bromeliaceae) เป็นที่นิยมปลูกในแวดวงของคนรักต้นไม้ เพราะเป็นพืชที่ดูแลง่าย ไม่ใช้ดิน สามารถแขวนประดับตามสถานที่ต่างๆ ได้ มีขนาดเล็ก ไม่เกะกะ อยู่ในสภาพแวดล้อมชื้นได้ จึงเหมาะกับการปลูกในห้องน้ำ

4.ต้นไผ่กวนอิม

ต้นไผ่กวนอิม เป็นต้นไม้มงคลโบราณ เกี่ยวกับความเชื่อในเรื่องโชคลาภ ความมั่งคั่ง ความร่ำรวย นิยมปลูกภายในบ้านหรือบูชาพระ เป็นพืชที่ปลูกง่าย สามารถปลูกในกระถางดิน หรือแช่น้ำในแจกันก็ได้

5.ต้นกวักมรกต หรือ เกล็ดมังกร (ZZ Plant)

ต้นกวักมรกต มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Zamioculcas zamifolia เป็นต้นไม้ที่ได้ชื่อว่าเป็น Eternity plant หรือต้นไม้นิรันทร์ หมายความว่าเป็นพันธุ์ไม้ที่ตายยาก แม้ว่าจะไม่ได้รับการดูแลที่ดีหรือสม่ำเสมอก็สามารถที่จะเติบโตและคงอยู่ต่อไปได้ จึงเหมาะกับการปลูกในห้องน้ำ เพราะเป็นพืชที่ต้องการน้ำน้อยและมีแสงแดดส่องถึงปานกลาง

Posted on

5 วิธีรักษาสิวแบบไม่มีหัว ให้หมดไป

      ปัญหาสิวผุด คงเป็นปัญหาที่สาวๆเจอแล้วคงปวดหัวหนัก แต่ไม่ใช่เพียงแค่ปวดหัวอย่างเดียว แต่อาจจะปวดสิวด้วย แล้วถ้ายิ่งเป็นสิวแบบไม่มีหัว ยิ่งน่ากลุ้มใจ  เพราะสิวไม่มีหัวแบบนี้มักจะแข็งเป็นไตด้านใน ซึ่งถึงแม้ว่าจะไม่มีหัวแต่ก็มีความอักเสบอยู่ใต้ชั้นผิว ทำให้เวลามือของเราเผลอไปโดน ก็มักจะเจ็บจนเกือบน้ำตาไหลเลยทีเดียว

      ปัญหานี้อาจจะทำให้หลายคนรำคารมาก เลยอยากกำจัดมันไปให้พ้นๆด้วยการบีบ แต่สิวแบบไม่มีหัวแบบนี้การบีบก็ไม่ได้ทำให้สิวแบบนี้หายไปได้ แต่กลับกันยิ่งทำให้สิวอักเสบมากขึ้นกว่าเดิม ทำอย่างไรจึงจะกำจัดสิวแบบไม่มีหัว ให้หมดไป รวมถึงต้องไม่ทิ้งรอยดำเอาไว้ด้วย วันนี้เราจึงมีวิธีมาบอกกัน

5 วิธีรักษาสิวแบบไม่มีหัว สิวยุบทันใจ ไม่ทิ้งรอยดำ
1. ควรงดแต่งหน้า
     หลังจากที่เกิดสิวขึ้นมาแล้ว ไม่ว่าจะเป็นชนิดใดก็ตาม ก็ควรงดแต่งหน้าไว้ก่อน เพราะเครื่องสำอางบางชนิดนั้นสามารถทำให้รูขุมขนของเราอุดตันได้ และมีโอกาสที่จะทำให้สิวของเราอักเสบมากขึ้นกว่าเดิม การงดแต่งหน้าไปก่อนจึงเป็นการช่วยให้สิวหายเร็วขึ้น 

2. งดการจับบริเวณที่เป็นสิว
     หลายคนเมื่อเป็นสิวแล้วก็มักจะเอามือไปจับบ่อยๆ เพื่อจะเช็คดูว่าสิวหายไปหรือยัง หรือเปลี่ยนจากสิวไม่มีหัวไปเป็นสิวอักเสบหรือยังจะได้บีบให้สะใจ แต่ช้าก่อน เพราะการไปจับบริเวณที่เป็นสิวบ่อยๆ นั้นจะยิ่งทำให้เราเป็นสิวหนักขึ้นและรู้สึกเจ็บมากขึ้นจากการอักเสบใต้ผิวหนัง ทางที่ดีก็พยายามอย่าเอามือไปจับมันจะดีกว่า

3. ทายารักษาสิว
    ครีมรักษาสิวคือตัวเลือกที่ดีที่จะช่วยจัดการสิวไม่มีหัวได้อย่างรวดเร็ว โดยครีมรักษาสิวที่เหมาะกับสิวแบบไม่มีหัว ควรมีส่วนผสมที่ช่วยลดสิ่งอุดตัน อย่างเช่น ครีมรักษาสิว Eucerin Pro ACNE Solution A.I. Clearing Treatment ซึ่งมีส่วนผสมของ Hydroxy Acid ถึง 10% ช่วยสลายความมัน สิ่งอุดตันในรูขุมขน และผลัดเซลล์ผิวอย่างอ่อนโยน จึงช่วยลดสิวอุดตัน และสิวไม่มีหัวได้ลึกถึงต้นตอ  มาพร้อมกับนวัตกรรม A.I. Innovation นอกจากจะช่วยฟื้นบำรุงผิว ลดการอักเสบจากสิว ยังช่วยปรับให้ผิวเรียบเนียนขึ้นใน 7 วัน และช่วยให้ไม่เกิดสิวซ้ำ ปราศจากพาราเบนและผ่านการทดสอบการแพ้แล้ว ผิวบอบบางหรือผิวแพ้ง่ายสามารถใช้ได้ สามารถหาซื้อได้ที่ ร้าน Watsons, Boots, Eve and Boy ร้านขายยาขนาดใหญ่ทั่วประเทศ และ www.eucerin.co.th

4. ใช้แผ่นแปะสิว
     อีกหนึ่งตัวเลือกที่ช่วยลดสิวได้ดีโดยเฉพาะสิวแบบไม่มีหัว นั่นก็คือแผ่นแปะสิวนั่นเอง ซึ่งหน้าที่ของแผ่นแปะสิวนั้นจะช่วยดูดไขมันใต้ผิวหนังให้ขึ้นมา รวมถึงยังช่วยป้องกันฝุ่นละอองและสิ่งสกปรกไม่ให้เข้าไปในหัวสิวได้ด้วย ซึ่งในปัจจุบันนั้นแผ่นแปะสิวก็มีออกมาหลายแบบ จะเลือกแบบที่สีเหมือนผิวหนังก็ได้ จะได้กลืนไปกับสีผิวของเรา

5. ประคบเย็น
     การประคบเย็นก็เป็นอีกวิธีที่ช่วยลดสิวได้ เพราะความเย็นจะช่วยให้การอักเสบใต้ผิวหนังลดลงและทำให้สิวยุบตัวได้ เพียงแค่สาวๆ ใช้น้ำแข็งที่สะอาด (หากเป็นน้ำแข็งที่ทำเองยิ่งดีเพราะเราสามารถควบคุมความสะอาดได้) ประคบลงบนบริเวณสิว วันละ 2 ครั้ง ก็จะช่วยให้สิวยุบได้แล้ว

      หากลองทำมาทุกวิถีทางแล้ว แต่สิวเหล่านี้ก็ยังไม่ยุบตัวลง การไปหาหมอก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่ง เพราะอย่างไรก็ตาม การกดสิวหรือการบีบสิวเองก็เป็นสิ่งไม่สมควรมากนัก  เพราะการกดหรือบีบสิวแบบไม่มีหัวนั้นก็จะยิ่งอักเสบ รวมถึงยังทิ้งรอยดำไว้ด้วย แต่หากเลือกวิธีไปหาหมอก็ควรเลือกหมอที่มีความชำนาญด้วย จะได้ไม่ต้องกังวลเรื่องรอยดำรอยแดงในภายหลัง

Posted on

5 เคล็ดลับ สร้างพลังบวกในที่ทำงาน

       ทุกคนคงเคยได้ยินว่า ที่ทำงานนั้นก็เหมือนบ้านหลังที่สอง จึงปฎิเสธไม่ได้เลยว่าไม่จริง เพราะคนเรานั้นจะใช้เวลาส่วนใหญ่ในแต่ละวันไปในที่ทำงาน ใช้ชีวิตทำงาน ใช้ชีวิตอยู่กับเพื่อนร่วมงาน ดังนั้น ทุกคนก็คงอยากให้บ้านหลังที่สองของเรานั้นเหมือนบ้านจริงๆ บ้านที่มีบรรยากาศดีๆ มีแต่พลังบวก แต่ในความเป็นจริงแล้วนั้น มนุษย์ทุกคนย่อมมีความรู้สึก จะให้สดใสร่าเริง ยิ้มแย้มตลอดเวลาก็คงจะเป็นไปได้ยาก ฉะนั้นเราจึงต้องทำความเข้าใจก่อนว่าในพื้นที่การทำงานนั้นมีผู้คนมากมาย ผู้คนจึงต่างมีนิสัยที่แตกต่างกันไป มีความคิดไม่เหมือนกันเป็นปกติอยู่แล้ว ก็ไม่แปลกที่บางครั้งเราจะสามารถสัมผัสพลังงานบางอย่างที่เป็นลบได้ในหลายครั้ง วันนี้เราจึงมีบทความ 5 เคล็ดลับ สร้างพลังบวกในที่ทำงาน มาฝากกัน เพื่อที่เรานั้นจะสร้างพลังบวกให้กับตัวเองก่อน แล้วค่อยส่งต่อให้คนอื่น

พลังบวก เป็นอย่างไร?

       การคิดบวก ส่งพลังบวกนั้น ไม่ได้แปลว่าเราจะต้องหลีกเลี่ยงทุกสิ่งที่มันแย่ๆ ร้ายๆ หรือทำเป็นมองไม่เห็น เพราะบางทีการที่เรามองอะไรไปโดยไม่สนใจ นั่นอาจจะทำให้เกิดปัญหาบางอย่างที่ไม่ได้รับการแก้ไขและบานปลายในอนาคตได้ แต่นั่นก็ไม่ได้แปลว่าเราจะต้องฝืนยิ้มหรือทำหน้าระรื่นมีความสุขอยู่ตลอดเวลา เพราะบางทีการที่เราเป็นคนที่มีนิสัยร่าเริงมากเกินไป เราอาจจะถูกมองว่าเป็นคนเสแสร้งแกล้งทำได้ แต่พลังบวกในที่ทำงานที่เราควรทำนั้นคือการมองโลกในแง่ดีบนฐานของความเป็นจริงรับรู้และเข้าใจว่ามีปัญหา พร้อมหาทางแก้ไข ให้มองว่าทุกปัญหามีทางคลี่คลายได้เสมอ

1.รักษาสุขภาพร่างกาย
       สุภาษิตโบราณว่าไว้ “A sound mind is in a sound body” จิตใจที่ดีย่อมมาจากร่างกายที่สมบูรณ์ ลองหาเวลาออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ กินอาหารที่ดีต่อสุขภาพ พักผ่อนให้เพียงพอ บางคนอาจจะใช้วิธีนั่งสมาธิหรือฝึก meditation ในหลายๆ รูปแบบ ก็ถือว่าช่วยผ่อนคลายจิตใจได้ดีเลย ที่สำคัญ พยายามหาเรื่องให้ตัวเองได้ยิ้มและหัวเราะบ้างในแต่ละวัน เพราะอย่าลืมว่ารอยยิ้มและเสียงหัวเราะนั้น สามรถส่งต่อและกระจายในวงกว้างได้ง่ายและได้ผลดีมาก

2.พักเบรค ชาร์จแบต
       คนเราต่อให้ไฟแรงแค่ไหน แต่ก็แบตหมดได้ทั้งนั้น จึงต้องมีการเติมพลังกันบ้าง เพราะถ้าไฟแรงอย่างเดียวแล้วปล่อยไปเรื่อยๆ จนหมดไฟ จะให้ส่งพลังบวกแก่คนรอบข้างก็คงยาก ดังนั้น ในช่วงระหว่างวันอาจจะหาเวลาออกมาเดินเล่น ผ่อนคลาย หรือถ้าเป็นนอกพื้นที่ทำงาน ก็คือการสร้างสมดุล “work-life balance” นั่นเอง ไปเที่ยวหรือทำกิจกรรมอย่างอื่นในวันหยุดบ้าง เติมพลังให้ตัวเองกลับมาทำงานได้อย่างสดชื่นเต็มที่

3.ให้รางวัลกับตัวเอง
       แค่การสังสรรค์เล็กๆ ในโอกาสต่างๆ หรือหลังเลิกงาน ก็ช่วยให้คุณเติมพลังบวกให้ตัวเองได้ไม่ต้องถึงกับจัดปาร์ตี้ เฉลิมฉลองยิ่งใหญ่ก็ได้ หรือในส่วนของหัวหน้าหรือเพื่อนร่วมงาน เวลาที่ใครทำงานอะไรได้สำเร็จทะลุเป้า ก็ควรกล่าวขอบคุณคนนั้นพร้อมให้พนักงานคนอื่นได้ร่วมยินดี เป็นอีกหนึ่งวิธีให้รางวัลที่ไม่ต้องจ่ายอะไรมาก แต่สร้างพลังบวก และให้ผลตอบแทนทางใจที่แสนจะคุ้มค่า

4.ผูกมิตรกับเพื่อนร่วมงาน
       การผูกมิตรเอาไว้นั้นไม่เสียหลาย เพราะเมื่อไหร่ก็ตามที่รู้สึกว่าอยู่ท่ามกลางคนที่เป็นมิตร ก็จะเกิดความรู้สึกอุ่นใจ พร้อมเผชิญอุปสรรคต่างๆ ดังนั้น ลองพยายามผูกมิตรกับเพื่อนร่วมงาน ผ่านสิ่งที่ชื่นชอบหรือความสนใจต่างๆ นอกพื้นที่ทำงานดู เชื่อว่าส่วนใหญ่แล้ว ถ้าหยิบยื่นมิตรภาพให้คนอื่นก่อน ก็จะได้มิตรภาพกลับคืนมาด้วย

5.ตั้งเป้าหมายที่ทำได้จริง
       การที่เราตั้งเป้าหมายใหญ่เกินไป แม้ว่าจะช่วยทำให้เรารู้สึกฮึกเหิม มีพลัง แต่ในระยะยาวนั้นอาจจะทำให้เราท้อแท้หรือหมดไฟได้ แต่ถ้าลองแบ่งเป้าหมายออกเป็น “หมุดหมาย” หรือ milestone ย่อยๆ ทุกครั้งที่ทำงานสำเร็จและก้าวไปข้างหน้า อาจจะรู้สึกดีกว่าประสบความสำเร็จไปอีกขั้น

       นอกจากนี้ ให้เริ่มทำงานด้วยการโฟกัสที่จุดแข็ง แล้วจึงค่อยพัฒนาต่อยอดจากของดีที่มีอยู่ เพราะถ้าเริ่มต้นแก้ปัญหาต่างๆ จากจุดที่ตัวเองมั่นใจ แล้วค่อยๆ พัฒนาส่วนที่ยังขาดไปทีละน้อยๆ จะช่วยสร้างพลังบวกให้เองในระยะยาว มากกว่าจะที่เริ่มแก้ปัญหาจากภาพรวมแบบสะเปะสะปะ