Doctor Sleep หนังที่ไม่ต้องทำความเข้าใจ เพราะดูยังไงก็ไม่เข้าใจอยู่ดี

Doctor Sleep

ผมมี “The Shining” งานคลาสสิคในปี 1980 ของ แสตนลีย์ คูบริค เป็นหนังในดวงใจเรื่องหนึ่งขอรับ เคยมองหนแรกตอนเป็นเด็กนึกออกว่ามันน่าสยดสยอง คุ้นๆว่าจะเป็นหนังสยองขวัญหนังผีอะไรอย่างนั้น แต่ว่าพอได้มาดูอีกรอบตอนโตแล้วจึงพบว่า “The Shining” เป็นมากกว่าหนังสยองขวัญปกติ เพราะว่ามันสามารถตีความหมายไปได้มากกว่านั้น

 

ผมไปอ่านพบมาที่ใดสักที่ (จำไม่ได้ขอรับ นานแล้ว) เขาพูดว่า “The Shining” สามารถตีความหมายได้อย่างนานาประการ อีกทั้งในทางจิตวิเคราะห์ของคนที่ตกอยู่สถานการณ์สันโดษในสถานที่อันถูกทิ้งร้าง ทั้งยังในด้านสภาวะทางอารมณ์ของคนป่วยที่เสพติดหรือยึดติดกับอะไรสักอย่าง หรือในทางความเกี่ยวข้องในครอบครัวระหว่าง ผัว-เมีย บิดา-ลูก อะไรทำนองนั้น ซึ่งผมก็เห็นด้วยขอรับ จำเป็นต้องชูคุณความดีให้กับ แสตนลีย์ คูบริค ผู้กำกับหนังบรมครูผู้วายชนม์ แล้วก็ สตีเฟน คิง ผู้ครอบครองงานเขียน

 

แต่ว่าสิ่งที่ผมถูกใจมากๆอีกอย่างใน “The Shining” ก็คือการควบคุมภาพดูหนังของ จอห์น อัลคอทท์ Director of Photography ของเรื่องนี้ อัลคอทท์ เป็นผู้กำกับภาพคู่บารมีของ คูบริค ขอรับ หนังที่เป็นหมุดหมายหลักๆของ คูบริคหลายเรื่องไม่ว่าจะเป็น “2001: A Space Odyssey” (1968), “A Clockwork Orange” (1971), “Barry Lyndon” (1975) แล้วก็ “The Shining” ก็ได้ อัลคอทท์ นี่แหละขอรับที่นั่งอยู่ข้างหลังเลนส์ให้ คูบริค การจับคู่กันของ คูบริค แล้วก็ อัลคอทท์ นี่สร้างคุโณปการให้แวดวงภาพยนตร์มากมายเลยนะขอรับ รวมทั้งสิ่งที่ผู้มีอิทธิพลทั้งคู่คนได้ฝากเอาไว้ก็ส่งอิทธิพลให้กับนักสร้างภาพยนตร์รุ่นลูกแล้วก็มีหน้าที่อยู่ในวัฒนธรรมร่วมยุคมาตลอดสี่สิบกว่าปีเลยขอรับ

 

ที่พูดถึง “The Shining” นั้นก็เนื่องจากว่า “Doctor Sleep” นั้นเป็นภาคต่อของ “The Shining” นั่นเอง สตีเฟน คิง ผู้ครอบครองงานเขียนของทั้งคู่เรื่องเขียนเรื่องข้างหลังถ้าหากจากเรื่องแรก 36 ปี เนื่องจากว่าคิดสงสัยว่าภายหลังเรื่องที่รีสอร์ทโอเวอร์ลุคแล้ว ดินแดน ทอร์แรนซ์ จะเติบโตมาเป็นคนแบบไหนกันแน่ แล้วก็เรื่องราวหลังจากนั้นควรจะดำเนินไปในรูปรอยใด โน่นก็เลยเป็นต้นเหตุของ “Doctor Sleep” ที่ควบคุมโดย ไมค์ ฟลานาแกน ขอรับ

 

ฟลานาแกน นี่แกชำนิชำนาญหนังสยองขวัญมากมาย เคยทำหนังทำนองนี้มาหลายเรื่อง อาทิเช่น “Before I Wake” (2016), “Ouija: Origin of Evil” (2016), “Before I Fall” (2017), “Gerald’s Game” (2017) แล้วก็ “The Haunting of Hill House” (2018) ซึ่ง ฟลานาแกน เองก็มีผู้กำกับภาพคู่บุญแบบที่ คูบริค มี อัลคอทท์ เช่นเดียวกัน DOP คู่ใจของฟลานาแกนเป็น ไมเคิล ไฟมอกนารี ซึ่งทำภาพยนตร์ให้ฟลานาแกนหลายเรื่อง เรื่องที่ผมชูมาก่อนหน้านี่ก็เป็นฝีมือแกเกือบจะทั้งหมดนั่นแหละขอรับ

 

ด้วยเหตุนี้ นอกเหนือจากเป็นการสืบต่อเรื่องเล่าของ สตีเฟน คิง ให้จบครบถ้วนบริบูรณ์ แล้ว “Doctor Sleep” ก็ยังมองเหมือนจะเป็นงานไหว้คุณครูที่อีกทั้ง ฟลานาแกน แล้วก็ ไฟมอกนารี มีต่อ แสตนลีย์ คูบริค แล้วก็ จอห์น อัลคอทท์ อย่างไรแบบนั้นเลยขอรับ

ผมมีความรู้สึกรวมทั้งความคิดเห็นที่…นับจนกระทั่งวันที่เขียนเนื้อหาบทความชิ้นนี้ ก็ยังเป็นความรู้สึกหรือความนึกคิดที่นานัปการปนอยู่ครับ มีทั้งๆที่ถูกใจแล้วก็ในขณะที่ยังไม่มั่นใจว่ามันเป็นยังไง

 

เป็นผมรู้สึกถูกใจที่ ฟลานาแกน พาหนังไปสู่เขตแดนใหม่ๆของเรื่องเล่าเดิม (ใน “The Shining”) ซึ่งสนุกสนานตื่นเต้น ระทึกขวัญดี แถมยังคงใช้เทคนิคสำหรับในการสร้างความน่าหวาดเสียวลักษณะเดียวกันกับที่ คูบริค ทำ โน่นเป็นการค่อยๆสร้างบรรยากาศ อึมครึม อึดอัด ไม่กระตุกขวัญผู้ชมด้วยการตัดต่อแบบ Jump Scare (หรือที่พวกเราเรียกกันว่า “ตุ้งแช่” นั่นแหละ) แบบหนังสยองขวัญทั่วๆไปเลย แต่ค่อยๆปลุกความระส่ำระสาย ก่อกวนในใจผู้ชมครั้งละนิดทีละเล็กทีละน้อย แตกต่างกันตรงเพียงแค่ว่าเรื่องเล่าใน “Doctor Sleep” นั้นมันไปไกลรวมทั้งกระจ่างแจ้งมากมายว่าเป็นการต่อสู้กันระหว่าง คนคนหนึ่ง (จริงๆสองคน) กับกระบวนการหรือหน่วยงานหนึ่ง ซึ่งไอ้ความแจ่มกระจ่างอย่างนี้ล่ะขอรับที่ทำให้ผมรู้สึกอย่างไรอย่างไรอยู่ จะพูดว่าถูกใจก็ถูกใจน้อยกว่า “The Shining” นิดหน่อยเนื่องจากว่าใน “The Shining” นั้น คุณสามารถดูมันในมุมไหนก็ได้ ตีความหมายได้มากมายกว่า แต่ว่ากับ “Doctor Sleep” ที่ต้องเล่าแบบมิติเดียวเพื่อเรื่องราวในหัวของ สตีเฟน คิง มีการคลี่คลายรวมทั้งจบบริบูรณ์ (ซึ่งน่าจะเป็นความตั้งอกตั้งใจตั้งแต่แรกของ คิง) มันก็เลยทำให้เหลี่ยมมุมต่างๆที่ควรจะสลับซับซ้อนกลับกลมกลึงขึ้นมา มองดูแบบไม่ยึดติดกับของโบราณ “Doctor Sleep” ก็เกิดเรื่องเล่าที่สนุกสนาน มีกลเม็ดเด็ดพราย ตื่นเต้นดีเยี่ยมเลยนะขอรับ ก็แค่ผมอดไม่ได้ที่จะมีความรู้สึกว่าที่ “The Shining” มันคลาสสิค ส่วนหนึ่งส่วนใดเป็นเพราะว่าความกำกวมของมันนั่นแหละ ส่วน “Doctor Sleep” นั้นบางทีอาจไม่ไปถึงขนาดนั้น แต่ว่าถ้าหากมองดูกันโดยความเป็นธรรมก็จัดว่าสนุกสนานเยอะพอสมควรล่ะขอรับ

 

อ๋อ! อันนี้ความคิดเห็นโดยส่วนตัวขอรับ เป็นผมมอง ยวน แมคเกรเกอร์ รับบทบาทผู้มีพลังกำลังถ่ายทอดความรู้แล้วก็ประสบการณ์ให้คนรุ่นใหม่อย่างนี้ทีไรแล้วอดระลึกถึง โอบี-วัน เคโนบี กำลังฝึกหัดพาดาวันอย่าง ลุค สกายวอลค์เกอร์ มิได้ทุกครั้งเลยขอรับ เพียงพอรู้สึกอย่างนี้ก็เลยรู้สึกยุกยิกในใจขึ้นมานิดหน่อย มัวแต่สงสัยว่า แอบรา (นักแสดงที่เหมือนจะเป็นศิษย์) จะเข้าสู่ด้านมืดไหม…เซ็งเช่นเดียวกันขอรับที่ดันไปคิดอย่างนั้น ฮ่าๆ

 

แต่ว่าสรุปว่า “Doctor Sleep” นั้นเป็นภาคต่อของ “The Shining” ที่จำเป็นต้องเล่าให้จบขอรับ แม้ว่าจะค่อนข้างจะสะอาดบริบูรณ์ ไปหน่อยจนกระทั่งไม่เหลืออะไรให้คิดต่อ แต่ว่าก็นับได้ว่าเป็นหนังที่มองสนุกสนาน ภาพสวยสดงดงาม ตื่นเต้น แล้วก็ได้อรรถรสเรื่องหนึ่งอย่างยิ่งจริงๆ ไม่อยากที่จะให้พลาดขอรับ

Related Post